| ชื่อเรื่อง | : | บทบาทของสถาบันและพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติในประเทศไทย : การวิเคราะห์เชิงสถาบันเปรียบเทียบ |
| นักวิจัย | : | วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร |
| คำค้น | : | TRANSNATIONAL CORPORATIONS , INSTITUTIONS , RETAILING |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2548 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082548001590 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาพลวัตของบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติในประเทศไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 โดยนำทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์สถาบันมาเป็นกรอบแนวคิดหลักในการศึกษา เพื่อเติมเต็มข้อจำกัดของวรรณกรรมเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกและกระแสรอง ผลการวิเคราะห์เชิงสถาบันเปรียบเทียบ พบว่า ถึงแม้ประเทศไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย จะเปิดเสรีให้บรรษัทค้าปลีกข้ามชาติกลุ่มเดียวกันเข้ามาแข่งขันตามกลไกตลาดเช่นเดียวกัน แต่ผลลัพธ์กลับมีความแตกต่างกันออกไป โดยมีชุดตัวแปรทางสถาบันเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่หลากหลายตั้งแต่กรณีที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตข้ามชาติไม่สามารถแข่งขันกับห้างท้องถิ่นได้ (ญี่ปุ่น) แข่งขันได้แต่เป็นรองห้างท้องถิ่น (เกาหลีใต้) แข่งขันได้และเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (ไทย) จนกระทั่งเป็นผู้นำรายใหญ่รายเดียว (ไต้หวัน) พลวัตรการค้าปลีกไทยจึงเป็นปรากฎการณ์เฉพาะตัว โดยมีการจัดสถาบันระหว่างรัฐ กลุ่มทุน และวัฒนธรรมเป็นตัวแปรสำคัญ วิกฤตเศรษฐกิจมิได้มีผลกระทบต่อกระบวนทัศน์ของรัฐไทย เพราะรัฐไทยเปิดเสรีการค้าปลีกเกินเลยกว่าระดับที่ผูกพันกับองค์การการค้าโลกมานาน อีกทั้งยังยึดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและชนชั้นกลางเป็นหลักในการกำหนดนโยบาย ในขณะที่กลุ่มทุนค้าปลีกไทยก็กลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติ ภายใต้วัฒนธรรมของสังคมไทยที่เชื่อมั่นในรัฐและกลุ่มทุนค่อนข้างสูง แรงเสียดทานทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ตลาดค้าปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลของไทยจึงกลายเป็นตลาดผู้ขายน้อยรายที่มีไฮเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติเป็นผู้ครองตลาดอย่างรวดเร็ว โดยเผชิญต้นทุนธุรกรรมค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม พลวัตการค้าปลีกในระดับท้องถิ่นของไทยมีผลลัพธ์ที่หลากหลายกว่าส่วนกลางโดยแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ (1) ท้องถิ่นโลกาภิวัฒน์ ซึ่งทุนท้องถิ่นต้องแข่งขันเดี่ยวและออกจากธุรกิจไป (2) ท้องถิ่นร่วมทุน ซึ่งทำสัญญากับบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติหรือห้างจากส่วนกลางในช่วงเวลาที่กฎหมายผังเมืองมีการบังคับใช้ (ปี 2546 - 2548) (3) ท้องถิ่นนิยมแบบกีดกัน ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐท้องถิ่นในการตีความกฎหมายเพื่อกีดกันคู่แข่งขันรายใหม่ และ (4) ท้องถิ่นนิยมแบบแข่งขัน ซึ่งนำความสัมพันธ์ที่มิใช่ตลาดในท้องถิ่นมาสร้างความร่วมมือเพื่อต่อรองและแข่งขัน รูปแบบที่สี่นี้จึงมีระดับการแข่งขันและการผสานท้องถิ่นที่ค่อนข้างสมดุล โดย จ.แพร่ เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด การทความเข้าใจบทบาทของสถาบันจึงช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากบรรษัทข้ามชาติได้อย่างลุ่มลึกยิ่งขึ้น โดยต้องมองกลไกตลาดเป็นสถาบันหนึ่งที่ทำงานร่วมกับสถาบันอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ และในการจัดการเชิงนโยบายกับทุนบริการข้ามชาตินั้น นอกจากจะอาศัยการออกแบบกฎระเบียบจากรัฐส่วนกลางแล้ว ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกลไกในระดับท้องถิ่นและเครื่องมือเชิงวัฒนธรรมด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร . (2548). บทบาทของสถาบันและพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติในประเทศไทย : การวิเคราะห์เชิงสถาบันเปรียบเทียบ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร . 2548. "บทบาทของสถาบันและพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติในประเทศไทย : การวิเคราะห์เชิงสถาบันเปรียบเทียบ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร . "บทบาทของสถาบันและพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติในประเทศไทย : การวิเคราะห์เชิงสถาบันเปรียบเทียบ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2548. Print. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร . บทบาทของสถาบันและพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติในประเทศไทย : การวิเคราะห์เชิงสถาบันเปรียบเทียบ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2548.
|
