| ชื่อเรื่อง | : | พัฒนาการและนาฎยลักษณ์ของรำโทนจังหวัดนครราชสีมา |
| นักวิจัย | : | นวลรวี จันทร์ลุน |
| คำค้น | : | RUM-TONE , PERFORMANCE IN NAKHONRATCHASIMA |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2548 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082548001308 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของรำโทนจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 3 กลุ่มอำเภอ ได้แก่ รำโทนชุมชนทุ่งสว่าง-ศาลาลอย อำเภอเมือง รำโทนชุมชนบ้านแชะ อำเภอครบุรี และรำโทนชุมชนบ้านซาด อำเภอจักรราช ในด้านพัฒนาการและนาฎยลักษณ์ของรำโทน โดยศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎยศิลป์ วิทยากรและกลุ่มชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้แสดง นักดนตรีและผู้ที่เคยพบเห็นการละเล่นรำโทน ในด้านความเป็นมาผู้วิจัยพบว่า จากหลักฐานรำโทนน่าจะมีจุดกำเนิดตั้งแต่สมัยอยุธยาและแพร่ขยายไปจนเกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย และรำโทนจังหวัดนครราชสีมานั้นได้รับอิทธิพลมาจากภาคกลาง ในสมัยรัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงครามมีการพัฒนาปรับปรุงรำโทน เป็นการแสดงทางวัฒนธรรมเพื่อการสร้างชาติ รำโทนจึงถือเป็นต้นแบบของรำวงมาตรฐานและรำวงประกอบบทกับรำวงอาชีพของท้องถิ่นในยุคต่อมา ผลการวิจัยพบว่า รำโทนจังหวัดนครราชสีมาทั้ง 3 กลุ่มอำเภอ มีรูปแบบแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. รูปแบบการรำตีบทซึ่งผสมผสานระหว่างท่ารำดั้งเดิมและท่ารำทางนาฎยศิลป์ไทย 2. รูปแบบการรำตีบทซึ่งมีท่าทางเลียนแบบกิริยาอาการของมนุษย์และสัตว์ ขั้นตอนการแสดงแบ่งออกเป็น 4 ช่วง 1. การไหว้ครู 2. การแนะนำคณะรำโทน 3. การเชิญชวนด้วยการโค้งของฝ่ายชายและมีการทักทายด้วยการไหว้ 4. เริ่มกระบวนการแสดงรำโทน ลักษณะท่ารำมี 4 ลักษณะ คือ 1. ท่ารำดั้งเดิม 2. ท่ารำตีบท 3. ท่ารำที่นำมาจากรำวงมาตรฐาน 4. ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ลักษณะเด่นของการรำ มีการเบี่ยงลำตัวเข้าหาคู่รำ การโยกลำตัว การรำถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าไม่ยึดศูนย์กลาง การย่ำเท้าตามจังหวะโดยเน้นที่การเคลื่อนไหวของมือในการปฏิบัติท่ารำเป็นหลัก ลักษณะการเคลื่อนวง มีทั้งแบบตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา ผู้แสดงใช้อารมณ์สนุกสนานแบบเดียวตลอดการแสดง บทร้องใช้ เพลงเชิดหรือเพลงรำโทน มี 5 แบบ คือ 1. เพลงประจำท้องถิ่น 2. เพลงไหว้ครู 3. เพลงเชิญชวน 4. เพลงแก้และต่อว่าในเชิงเกี้ยวพาราสี 5. เพลงลา ส่วนทำนองเพลงได้พัฒนาจากจังหวะเดียวเป็น 5 จังหวะ โดยใช้จังหวะปานกลางและเร็วตามลำดับ เครื่องดนตรีและการแต่งกายเป็นแบบพื้นบ้าน แต่มีการเพิ่มวงมโหรีโคราชประกอบกับโทนของเดิม การละเล่นรำโทนจังหวัดนครราชสีมาเป็นการแสดงนาฎยศิลป์แบบราษฎร์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นมาเป็นเวลายาวนาน จวบจนปัจจุบัน นอกจากแสดงเพื่อความบันเทิงแล้ว ยังมีการพัฒนารูปแบบใหม่ให้แตกต่างจากเดิมเพื่อให้ทันสมัยโดยนำไปใช้แสดงในงานเทศกาลสำคัญและท้องถิ่นในประเทศไทย ดังนั้น รำโทนจึงเป็นศิลปะการแสดงที่มีคุณค่าในการรับใช้สังคม ทั้งในอดีต และ ปัจจุบันซึ่งสมควรอนุรักษ์ไว้ในสังคมต่อไป |
| บรรณานุกรม | : |
นวลรวี จันทร์ลุน . (2548). พัฒนาการและนาฎยลักษณ์ของรำโทนจังหวัดนครราชสีมา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นวลรวี จันทร์ลุน . 2548. "พัฒนาการและนาฎยลักษณ์ของรำโทนจังหวัดนครราชสีมา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. นวลรวี จันทร์ลุน . "พัฒนาการและนาฎยลักษณ์ของรำโทนจังหวัดนครราชสีมา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2548. Print. นวลรวี จันทร์ลุน . พัฒนาการและนาฎยลักษณ์ของรำโทนจังหวัดนครราชสีมา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2548.
|
