| ชื่อเรื่อง | : | การติดตามการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาในคลินิกโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา |
| นักวิจัย | : | เสริมสุข จันทร์ใต้ |
| คำค้น | : | ANTIEPILEPTIC DRUGS , DRUG INTERACTION MONITORING |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546001581 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาไปข้างหน้า ในคลินิกโรคลมชักของสถาบันประสาทวิทยา ในช่วงระยะเวลา 10 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2545 ถึง31 มีนาคม พ.ศ.2546 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยากันชัก และยากันชักกับยาอื่น และเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก่อนและหลังการติดตามโดยเภสัชกร การติดตามการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาในผู้ป่วยจะทำการติดตามอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 1 เดือนแต่ไม่เกิน3 เดือน ผลการเก็บข้อมูลผู้ป่วยทั้งสิ้นจำนวน 312 คน พบความชุกของการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 27.88 (87 ราย) แยกเป็นการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้คิดเป็นร้อยละ 26.28 (82 ราย) และการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาที่เกิดจริงคิดเป็นร้อยละ 1.6 (5 ราย) ตามลำดับ จากการเก็บข้อมูลรายการยาในใบสั่งยาจำนวน 312 ใบ พบว่ายากันชักที่นิยมสั่งจ่ายมากที่สุดคือphenobarbital (ร้อยละ 65.06), phenytoin (ร้อยละ 62.82) และ carbamazepine(ร้อยละ 41.67) ตามลำดับ ส่วนยาที่มักพบสั่งใช้ร่วมกับยากันชักมากที่สุดคือfolic acid (ร้อยละ 63.78), benzodiazepines (ร้อยละ 14.73) และ vitamin &mineral (ร้อยละ 12.18) ตามลำดับ การศึกษานี้ไม่พบว่ามีการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยากันชักที่มีความสำคัญทางคลินิกคือ ระหว่าง valprolic acid และlamotrigine พบคู่ยาที่เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ด้วยกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตร์จำนวน 32 คู่ยา โดยเกิดในขั้นตอนเมตาบอลิซึมร้อยละ90.63 ความรุนแรงอยู่ในระดับกลางร้อยละ 58.42 ความรุนแรงระดับเล็กน้อยร้อยละ42.57 และไม่พบความรุนแรงในระดับสูง พบคู่ยาที่เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ด้วยกระบวนการทางเภสัชพลศาสตร์ จำนวน 58 คู่ยา ส่วนใหญ่ร้อยละ51.72 เป็นการเกิดอันตรกิริยาแบบเสริมกันและเพิ่มความเป็นพิษจากการใช้ยาโดยทั้งหมดมีความรุนแรงระดับเล็กน้อย ยาที่เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาแบบเกิดจริงกับยากันชักคือ estrogens และ warfarin ผู้ป่วยจำนวน 138 คนจากจำนวน 312 คน คิดเป็นร้อยละ 44.23 ได้รับการประเมินคุณภาพชีวิต โดยคุณภาพชีวิตในแง่ผลข้างเคียงจากการใช้ยาและคุณภาพชีวิตโดยรวมพบว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มจะเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยามีผลข้างเคียงจากการใช้ยาลดลงและมีคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นภายหลังการติดตามการใช้ยา (p=0.864 และ 0.045)ขณะที่กลุ่มที่เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาแบบเกิดจริงพบว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนคุณภาพชีวิตในแง่จิตสังคมพบว่าภายหลังการติดตามการใช้ยากลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาและกลุ่มที่เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาแบบเกิดจริงมีแนวโน้มของคุณภาพชีวิตในแง่จิตสังคมดีขึ้นจำนวน 13 มิติ และ 12 มิติ ตามลำดับ |
| บรรณานุกรม | : |
เสริมสุข จันทร์ใต้ . (2546). การติดตามการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาในคลินิกโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เสริมสุข จันทร์ใต้ . 2546. "การติดตามการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาในคลินิกโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เสริมสุข จันทร์ใต้ . "การติดตามการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาในคลินิกโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print. เสริมสุข จันทร์ใต้ . การติดตามการเกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยาในคลินิกโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.
|
