| ชื่อเรื่อง | : | การใช้ยาออกซ์คาร์บาซีปีนเป็นยาเสริมในผู้ป่วยลมชักชาวไทยที่มีอาการชักบางส่วนซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยากันชักที่ใช้กันอยู่ |
| นักวิจัย | : | เพทิสรา ไกรปราบ |
| คำค้น | : | OXCARBAZEPINE , EPILEPSY , PARTIAL SEIZURES , ANTIEPILEPTIC DRUGS , ADD-ON THERAPY |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546001611 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาออกซ์คาร์บาซีปีนขนาด 600 และ 1200 มก./วัน ในผู้ป่วยโรคลมชักชาวไทยที่มีอาการชักชนิดบางส่วนซึ่งไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ด้วยยากันชักที่ใช้อยู่ โดยศึกษาในรูปแบบของการใช้ยาออกซ์คาร์บาซีปีนเป็นยาเสริมร่วมกับยากันชักชนิดอื่นที่ผู้ป่วยใช้อยู่เดิม และเพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับ MHD ซึ่งเป็นเมแทบอไลต์ที่แสดงฤทธิ์ต้านชักของยาออกซ์คาร์บาซีปีน, กับผลทางการรักษา ผู้ป่วยซึ่งไม่สามารถควบคุมอาการชักชนิดบางส่วนซึ่งรวมถึงอาการชักชนิดบางส่วนที่จะกลายเป็นการชักทั้งตัวในขั้นต่อไปจำนวน 39 คน มีอายุระหว่าง 15-65 ปีถูกประเมินในการศึกษาแบบสุ่ม, ปิดบังทั้งสองด้าน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะคือ : 1) ระยะพื้นฐาน, ศึกษาข้อมูลของการชัก (ชนิดและความถี่) ขณะที่รักษาด้วยยาเดิม (56 วัน) 2) ระยะให้การรักษาแบบปิดบังทั้ง 2 ด้าน, ผู้ป่วยได้รับยาออกซ์คาร์บาซีปีน (ขนาด 600 หรือ 1200 มก./วัน) ร่วมกับยากันชักเดิมที่ได้รับในระยะพื้นฐาน (98 วัน) 3) ระยะเปิดเผยขนาดของยาออกซ์คาร์บาซีปีนที่ผู้ป่วยได้รับโดยผลการศึกษาจะถูกประเมินถึงสิ้นสุดระยะที่ให้การรักษาแบบปิดบังทั้ง 2 ด้านตัวแปรที่แสดงถึงประสิทธิภาพขั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิคือ ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงความถี่ของการชักภายใน 28 วันเมื่อเทียบกับระยะก่อนใช้ยาและเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีความถี่ของการชักลดลงอย่างน้อย 50% ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าค่ามัธยฐานเปอร์เซ็นต์ความถี่ของการชักที่ลดลงเท่ากับ 47% และ 58% ในกลุ่มของผู้ได้รับยาในขนาด 600 และ 1200 มก./วัน ตามลำดับ, และพบว่าผู้ป่วยที่มีความถี่ของการชักลดลงอย่างน้อย 50% เท่ากับ 44% และ 53% ในกลุ่มที่ได้รับยาขนาด 600 และ1200 มก./วัน ตามลำดับ โดยทั้ง 2 ตัวแปรดังกล่าวไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างผู้ป่วย 2 กลุ่ม (p>0.05) นอกจากนั้นยังพบว่าค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของระดับ MHD ในพลาสมามีความสัมพันธ์กับขนาดของยาที่ได้รับ (p=0.000) ระหว่างได้รับยาออกซ์คาร์บาซีปีนมีผู้ป่วย 85% และ 84% ในกลุ่ม 600 และ 1200 มก./วันตามลำดับ ที่รายงานอาการไม่พึงประสงค์อย่างน้อย 1 ชนิด ซึ่งอาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นชั่วคราวและมีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยทั่วไปคือ อาการที่มีความสัมพันธ์กับระบบประสาทส่วนกลาง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ายาออกซ์คาร์บาซีปีนทั้ง 2 ขนาด มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคลมชักชาวไทยซึ่งไม่สามารถควบคุมการชักได้เมื่อใช้ในรูปแบบของการเป็นยาเสริมร่วมกับยากันชักตัวอื่นและประสิทธิภาพของยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามขนาดยา |
| บรรณานุกรม | : |
เพทิสรา ไกรปราบ . (2546). การใช้ยาออกซ์คาร์บาซีปีนเป็นยาเสริมในผู้ป่วยลมชักชาวไทยที่มีอาการชักบางส่วนซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยากันชักที่ใช้กันอยู่.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เพทิสรา ไกรปราบ . 2546. "การใช้ยาออกซ์คาร์บาซีปีนเป็นยาเสริมในผู้ป่วยลมชักชาวไทยที่มีอาการชักบางส่วนซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยากันชักที่ใช้กันอยู่".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เพทิสรา ไกรปราบ . "การใช้ยาออกซ์คาร์บาซีปีนเป็นยาเสริมในผู้ป่วยลมชักชาวไทยที่มีอาการชักบางส่วนซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยากันชักที่ใช้กันอยู่."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print. เพทิสรา ไกรปราบ . การใช้ยาออกซ์คาร์บาซีปีนเป็นยาเสริมในผู้ป่วยลมชักชาวไทยที่มีอาการชักบางส่วนซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยากันชักที่ใช้กันอยู่. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.
|
