| ชื่อเรื่อง | : | การตีความพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรไทย |
| นักวิจัย | : | ชลธิชา อึงคนึงเดชา |
| คำค้น | : | SEXUAL HARASSMENT , INTERPRETING BEHAVIORS , ORGANIZATIONS |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546000922 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการตีความพฤติกรรมการสื่อสารที่แสดงการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรไทย นอกจากนี้ผู้วิจัยยังศึกษาและเปรียบเทียบการตีความสารของผู้ปฏิบัติงานเพศหญิงและชายในองค์กรไทยต่อพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศ ศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารที่สามารถป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศภายในองค์กรไทยและการพิจารณาบุคลิกลักษณะของผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศภายในองค์กรไทย โดยผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปฏิบัติงานในองค์กรไทยที่มีประสบการณ์ทางตรงและทางอ้อมในเหตุการณ์การล่วงละเมิดทางเพศในองค์กร จำนวน 37 คน และผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลการตีความพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศจากกลุ่มตัวอย่างเพศชายและหญิงที่ปฏิบัติงานในองค์กรไทย อีกจำนวน 100 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. พฤติกรรมการสื่อสารที่ถูกตีความว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ ได้แก่1) พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางวาจา เช่น การเล่าเรื่องหรือหยอกล้อโดยส่งนัยยะทางเพศ2) พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางอากัปกิริยา เช่น การเข้าประชิดตัวและไล่ต้อนผู้ถูกกระทำ และ3) พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางการสัมผัส เช่น การสัมผัสแบบหอมแก้ม/จูบหรือสัมผัสร่างกายของผู้ถูกกระทำ 2. โดยทั่วไปผู้ปฏิบัติงานเพศชายและเพศหญิงตีความไม่แตกต่างกันเกี่ยวกับพฤติกรรมการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมทางวาจา อากัปกิริยาและการสัมผัสว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีข้อแตกต่างในบางสถานการณ์ 3. กลุ่มตัวอย่างแสดงความคิดเห็นว่าวิธีที่สามารถป้องกันเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศในองค์กรได้ตามลำดับ คือ 1) ไม่ให้ความสนิทสนมเกินความจำเป็นแก่เพื่อนร่วมงานต่างเพศ 2) รู้จักวางตัวให้เหมาะสมในการสื่อสารกับคู่สนทนาต่างเพศ 3) หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานที่มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ หรือ 4) หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ 4. ปัจจัยด้านบุคลิกลักษณะของผู้กระทำที่มีผลต่อการเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศในระดับมาก คือ ปัจจัยด้านอุปนิสัย ลักษณะการพูดและอายุ และปัจจัยด้านบุคลิกลักษณะของผู้ถูกกระทำ คือ ปัจจัยด้านรูปร่างหน้าตา อุปนิสัย อายุ และลักษณะการพูด |
| บรรณานุกรม | : |
ชลธิชา อึงคนึงเดชา . (2546). การตีความพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ชลธิชา อึงคนึงเดชา . 2546. "การตีความพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ชลธิชา อึงคนึงเดชา . "การตีความพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print. ชลธิชา อึงคนึงเดชา . การตีความพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.
|
