| ชื่อเรื่อง | : | ดนตรีทำเอง บทบาทของการเป็นวัฒนธรรมย่อยในดนตรีกระแสนิยมไทย |
| นักวิจัย | : | มานนท์ เอพาณิช |
| คำค้น | : | MUSIC , SUBCULTURE , UNDERGROUND , POP CULTURE |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546000669 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ได้ศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของกระแสความนิยมของสังคมและนำเสนอถึงบทบาทของเพลงป๊อปในเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร เพลงป๊อปมีเส้นทางอย่างไรในมหานครกรุงเทพฯ มีความหมายกับใครอย่างไรบ้าง และเพลงป๊อปสมัยใหม่เป็นอย่างไร ในบทต่าง ๆ ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะอธิบายคุณค่าของเพลงสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ โดยตอนต้นจะกล่าวถึงบรรยากาศและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลก่อให้เกิดเพลงสมัยใหม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งให้ความสนใจไปที่ผู้สร้างสรรค์ ดนตรีร่วมสมัยในกรุงเทพฯโดยจะกล่าวถึงเส้นทางการเดินทางของดนตรีสมัยใหม่ จนถึงปัจจุบันก่อนที่จะใช้บทสัมภาษณ์ของนักดนตรี และผู้มีส่วนร่วมในวงการดนตรี ของกรุงเทพฯ ณ ปัจจุบัน ต่อจากนั้นข้าพเจ้าจะวิเคราะห์การเติบโตของเพลงทดลองว่าพัฒนาจนมาเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมในสังคมได้อย่างไร เพื่อให้เห็นว่าเหตุใดเพลงสมัยใหม่จึงมีแนวทางอย่างที่มันเป็นอยู่ในขณะนี้ หลักทฤษฎีที่อ้างอิงนั้นนำมาจากหนังสือ 2 เล่มคือ Subculture: the Meaning ofStyle (1979) ของ Mr. dick Hebdige และ Inside Subculture: the PostmodernMeaning of Style (2000) ของ Mr. David Muggleton ซึ่งเขาได้นำทฤษฎีที่มีอยู่เดิมมาขยายและปรับปรุง วัฒนธรรมรองเกิดขึ้นเพื่อสะท้อนค่านิยมหลักของสังคม โดยวัฒนธรรมนี้จะเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายของกระแสความนิยมหลัก ซึ่งดนตรีทดลองนั้นอาจเป็นแนวที่ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผยโดยทั่ว ๆ ไป แต่ด้วยวัฒนธรรมรองนี้เองแนวดนตรีทดลองจะสามารถแสดงออกอย่างอิสระและเปิดกว้างสำหรับผลตอบรับที่อาจเกิดขึ้น รูปแบบของดนตรีทดลองนี้เกิดขึ้นจากความคิดเห็นและมุมมองที่เป็นตัวตนที่แท้จริงโดยไม่มีเหตุผลอื่นใดแอบแฝง กลุ่มคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบวัฒนธรรมรองนี้ได้สร้างโครงข่ายเป็นกลุ่มก้อนของตนเองขึ้น โดยไม่อิงกระแสความนิยม การรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนนี้เองทำให้เราเห็นภาพสะท้อนของสังคมโดยไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้น เสียงเหล่านี้จะสะท้อนความคิดเห็นของคนที่อยู่ในสังคมเหล่านั้นได้จริง ๆ ก็นับว่าวัฒนธรรมรองนี้เป็นที่ซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่ไม่สามารถจะออกเสียงในสังคมทั่วไปได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ณ ที่นี้ ดนตรีทดลองเริ่มขยายตัวเป็นที่รู้จัก ทำให้วงการดนตรีหันมาให้ความสนใจงานดนตรีลักษณะนี้ตามกระแสนิยมแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือความเป็นตัวตนที่จริงของดนตรีทดลองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาด ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบดนตรีทดลองให้แตกต่างจากแนวดนตรีที่ได้ถูกนำไปพัฒนาจนเป็นที่นิยมแล้ว และจากวัฏจักรนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสความนิยมหลักไม่อยู่นิ่ง หากสังคมไม่มีวัฒนธรรมรองก็จะเป็นเสมือนเหรียญด้านเดียวเพราะในวัฒนธรรมรองนั้นได้เปิดโอกาสให้ทุก ๆ ความคิดเห็นได้แสดงออก ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด สำเร็จหรือล้มเหลว หากแต่จะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงและเดินก้าวไปของสังคม |
| บรรณานุกรม | : |
มานนท์ เอพาณิช . (2546). ดนตรีทำเอง บทบาทของการเป็นวัฒนธรรมย่อยในดนตรีกระแสนิยมไทย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. มานนท์ เอพาณิช . 2546. "ดนตรีทำเอง บทบาทของการเป็นวัฒนธรรมย่อยในดนตรีกระแสนิยมไทย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. มานนท์ เอพาณิช . "ดนตรีทำเอง บทบาทของการเป็นวัฒนธรรมย่อยในดนตรีกระแสนิยมไทย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print. มานนท์ เอพาณิช . ดนตรีทำเอง บทบาทของการเป็นวัฒนธรรมย่อยในดนตรีกระแสนิยมไทย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.
|
