ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

อำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : อำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์
นักวิจัย : สมใจ จิตมั่น
คำค้น : POWER OF THE TEST , LIKELIHOOD RATIO CHI-SQUARE , LOGLINEAR MODEL ANALYSIS
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082546000610
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาอำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์เมื่อค่าสัดส่วนส่วนริม (marginal) และขนาดกลุ่มตัวอย่างเปลี่ยนไป สำหรับตาราง 2 ทาง (two-way table) ขนาด 2x2 และตาราง 3 ทาง (three-wayable) ขนาด 2x2x2 โดยใช้การจำลองสถานการณ์เทคนิคมอนติ คาร์โล ด้วยโปรแกรม SAS6.12 สำหรับตาราง 2 ทาง แบ่งการจำลองสถานการณ์ออกเป็น 75 กรณี คือ กรณีที่ค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวตั้งเป็น 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 และในแต่ละกรณีแบ่งค่าสัดส่วนริมของแถวนอนเป็น 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 เช่นกัน โดยแบ่งขนาดกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ จำนวน 30, 60 และ 100 ตามลำดับ สำหรับตาราง3 ทาง มีทั้งสิ้น 30 กรณี แบ่งค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวตั้งเป็น 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 แบ่งค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวนอนเป็น 25:25:25:25, 40:40:10:10 และ 50:30:15:5ขนาดกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก และขนาดใหญ่เท่ากับ 100 และ 300 ตามลำดับ หากกรณีใดที่อัตราความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ในช่วงที่ระบุ จะทำการศึกษาอำนาจการทดสอบต่อไป ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สำหรับตาราง 2 ทาง กรณีที่ค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวตั้งเป็น50:50 เท่านั้นที่อัตราความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ในช่วงที่ระบุ ค่าอำนาจการทดสอบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นและค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวตั้งแตกต่างจากค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวนอนมากขึ้นไม่ว่าจะทดสอบด้วยโมเดลที่ต่ำกว่าหรือโมเดลที่สูงกว่า แต่เมื่อทดสอบด้วยโมเดลที่สูงกว่าจะมีค่าอำนาจการทดสอบต่ำกว่าการทดสอบด้วยโมเดลที่ต่ำกว่า 2) สำหรับตาราง 3 ทาง พบว่า โมเดลอิทธิพลหลักทั้งหมด มีอัตราความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ในช่วงที่ระบุมากที่สุด เมื่อพิจารณาค่าอำนาจการทดสอบ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อขนาดกลุ่มตัวอย่างเพิ่มสูงขึ้น และค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวตั้งและค่าสัดส่วนส่วนริมของแถวนอนเพิ่มมากขึ้น และนอกจากนี้ยังพบว่า โมเดลที่มีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ 2 ปัจจัย 2 ตัวให้ค่าอำนาจการทดสอบสูงที่สุด รองลงมาคือ โมเดลที่เกิดอิทธิพลหลัก 2 ตัว

บรรณานุกรม :
สมใจ จิตมั่น . (2546). อำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมใจ จิตมั่น . 2546. "อำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมใจ จิตมั่น . "อำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2546. Print.
สมใจ จิตมั่น . อำนาจการทดสอบของอัตราส่วนไลค์ลิฮูดไค-สแควร์ในการวิเคราะห์โมเดลล็อกลิเนียร์. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2546.