| ชื่อเรื่อง | : | อิทธิพลของอุณหภูมิ, เวลา และการบดย่อยต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลังและอัตราการสังเคราะห์ไซโคลเด็กซ์ทริน |
| นักวิจัย | : | ณัฐญา ปาลวัฒน์ |
| คำค้น | : | CYCLODEXTRIN , TAPIOCA STARCH , ATTRITION |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2545 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082545001027 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิ เวลา และการบดย่อยต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลังและต่ออัตราการผลิตเบต้า-ไซโคลเด็กซ์ทริน((+,b)-CD) แรกเริ่ม โดยใช้เอนไซม์ไซโคลเด็กซ์ทรินไกลโคซิลทรานสเฟอเรส (CGTase)จากเชื้อ ~iBacillus circulans~i ATCC9995 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การทดลองในงานวิจัยนี้จึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนแรกเป็นการศึกษาถึงอิทธิพลของอุณหภูมิ(60(+,ฐ) - 80(+,ฐ)ซ) เวลา (0-24 ซม.) และการบดย่อย ต่อลักษณะทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งได้แก่ กำลังการพองตัว ร้อยละการละลาย ความหนืด และขนาดของอนุภาคเม็ดแป้ง และส่วนที่สองเป็นการศึกษาถึงอัตราการผลิต (+,b)-CD แรกเริ่ม(initial rate) โดยใช้สารตั้งต้นคือแป้งที่ผ่านสภาวะการปฏิบัติต่างกัน จากการทดลองพบว่า ลักษณะทางกายภาพของเม็ดแป้งที่ผ่านการเตรียมโดยวิธีการบ่ม จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาการบ่ม 4 ชม. และมีค่าต่ำกว่าที่อุณหภูมิ 65(+,ฐ)ซ ประมาณ50% (ที่ระยะเวลาบ่ม 4 ชม.) และ 20% (ที่ระยะเวลาบ่ม 24 ชม.) ตามลำดับ การเพิ่มอุณหภูมิในการบ่มเป็น 65(+,ฐ), 70(+,ฐ), 75(+,ฐ) และ 80 (+,ฐ)ซ จะทำให้ค่าความหนืดเริ่มต้นของสารละลายแป้งเพิ่มขึ้นประมาณ 40-80% ในทุก 5 (+,ฐ)ซ ที่เพิ่มขึ้น แต่ค่าความหนืดจะเริ่มเข้าสู่ค่าคงที่ภายหลังการบ่ม 4 ชม. ในทุกอุณหภูมิบ่ม การบ่มแป้งที่อุณหภูมิตั้งแต่ 65 (+,ฐ)ซ เป็นต้นไป จะให้ขนาดเม็ดแป้งลดลงตามระยะเวลาที่บ่มที่อุณหภูมิบ่ม 80 (+,ฐ)ซ ขนาดเม็ดแป้งจะลดลงจนมีขนาดเท่ากับเม็ดแป้งดิบก่อนทำการบ่มดังนั้นขนาดเม็ดแป้งที่วัดได้จึงเป็นขนาดของเม็ดแป้งที่หลงเหลือจากการแตกเนื่องจากได้รับพลังงานความร้อนและแรงทางกลจากการกวน ระยะเวลาในการบ่มจะมีผลต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งก็ต่อเมื่ออุณหภูมิบ่มมีค่าตั้งแต่ 65 (+,ฐ)ซ เป็นต้นไป โดยพบว่าอนุภาคของแป้งมันสำปะหลังเมื่อได้รับความร้อนเป็นระยะเวลาหนึ่งจะพองตัวขึ้นเรื่อยๆจนมีค่าสูงสุดประมาณ 43 ไมครอน ซึ่งหากยังคงให้พลังงานความร้อนต่อไปอนุภาคจะเริ่มแตกออก ทำให้ความสามารถในการละลายเพิ่มขึ้นและความหนืดลดลงตามลำดับ การลดสารละลายแป้งสามารถทำได้ที่อุณหภูมิสูงสุดเพียง 60 (+,ฐ)ซ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงกว่านี้จะมีผลทำให้สารละลายแป้งมีลักษณะคล้ายเจลทำการบดได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการบดโดยใช้ความร้อนร่วมด้วย จะให้ร้อยละการละลายใกล้เคียงกับการบ่มด้วยความร้อนแต่เพียงอย่างเดียว (พิจารณาที่ 60 (+,ฐ)ซ)แต่จะมีค่ากำลังการพองตัว ความหนืด และขนาดของเม็ดแป้ง เพิ่มขึ้นประมาณ 55%,95% และ 25% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการบ่มด้วยความร้อนแต่เพียงอย่างเดียวผลการทดลองในส่วนที่สองแสดงให้เห็นว่าลักษณะทางกายภาพของเม็ดแป้งเป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตราการผลิต (+,b)-CD โดยแป้งที่ผ่านการบ่มด้วยความร้อนเป็นระยะเวลาหนึ่งจนอนุภาคแตกออก เป็นสารตั้งต้นที่เหมาะสมต่อการผลิต (+,b)-CD ภาวะการเตรียมสารละลายแป้งที่เหมาะสมที่สุดต่อการเกิดปฏิกิริยาคือ การบ่มแป้งที่อุณหภูมิ 75 (+,ฐ)ซเป็นเวลา 4 ชม. ซึ่งที่ภาวะนี้แป้งมีค่าความหนืดประมาณ 900 เซ็นติพอยส์ และเม็ดแป้งที่หลงเหลือจากการแตกมีขนาดประมาณ 30 ไมครอน โดยให้อัตราการผลิต (+,b)-CDเท่ากับ 0.29 มิลลิกรัมต่อลิตร.นาที.ยูนิตเอนไซม์ |
| บรรณานุกรม | : |
ณัฐญา ปาลวัฒน์ . (2545). อิทธิพลของอุณหภูมิ, เวลา และการบดย่อยต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลังและอัตราการสังเคราะห์ไซโคลเด็กซ์ทริน.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ณัฐญา ปาลวัฒน์ . 2545. "อิทธิพลของอุณหภูมิ, เวลา และการบดย่อยต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลังและอัตราการสังเคราะห์ไซโคลเด็กซ์ทริน".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ณัฐญา ปาลวัฒน์ . "อิทธิพลของอุณหภูมิ, เวลา และการบดย่อยต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลังและอัตราการสังเคราะห์ไซโคลเด็กซ์ทริน."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2545. Print. ณัฐญา ปาลวัฒน์ . อิทธิพลของอุณหภูมิ, เวลา และการบดย่อยต่อสมบัติทางกายภาพของเม็ดแป้งมันสำปะหลังและอัตราการสังเคราะห์ไซโคลเด็กซ์ทริน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2545.
|
