ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นักวิจัย : อัชรยา สำเภาเงิน
คำค้น : PHARMACEUTICAL CARE , HYPERCHOLESTEROLEMIA , LDL-CHOLESTEROL
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082542000689
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานการบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงซึ่งได้รับยาลดระดับไขมันในเลือด โดยพิจารณาจากผลการควบคุมระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอลของผู้ป่วย การป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วย และความรู้ของผู้ป่วยเกี่ยวกับภาวะโคเลสเตอรอลสูง ตัวอย่างในการวิจัยเป็นผู้ป่วยนอกที่ไม่สามารถควบคุมระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอลได้ตามเกณฑ์ของ NCEP ATP II จำนวน 42 คนแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมและกลุ่มศึกษากลุ่มละ 21 คน เกณฑ์การจับคู่ได้แก่ เพศ ชนิดผู้ป่วย (จำแนกจากโรคหัวใจโคโรนารีและจำนวนปัจจัยเสี่ยง) และระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอล เภสัชกรจะให้การบริบาลทางเภสัชกรรมแก่ผู้ป่วยกลุ่มศึกษาเดือนละครั้งในระยะ 3เดือนแรก จะให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโคเลสเตอรอลสูง ให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาด้วยการควบคุมอาหาร การควบคุมน้ำหนักตัว การออกกำลังกาย และให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาในระยะ 3 เดือนหลัง จะเพิ่มการประเมินผลการรักษา และปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการบำบัดรักษาด้วยยาลดระดับไขมันในเลือด เปรียบเทียบผลการศึกษากับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ให้การบริบาลทางเภสัชกรรมหลังดำเนินการในเดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 ผลการวิจัยพบว่าระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอลของผู้ป่วยกลุ่มศึกษาที่เดือนที่ 3 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเทียบกับเดือนที่ 0 และกลุ่มควบคุม แต่ที่เดือนที่ 6 ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05)ผลการป้องกันและแก้ไขปัญหาพบว่าผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการควบคุมอาหารเพิ่มขึ้นที่เดือนที่ 3อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่เดือนที่ 6 (p>0.05)ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นที่เดือนที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่เดือนที่ 6 (p<0.05) ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการควบคุมน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งที่เดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 (p>0.05) ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรับประทานยาเพิ่มขึ้นที่เดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<0.05) ผลการวัดความรู้ของผู้ป่วยเกี่ยวกับภาวะโคเลสเตอรอลสูงพบว่าผู้ป่วยกลุ่มศึกษามีความรู้เพิ่มขึ้นที่เดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเทียบกับเดือนที่0 และกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการบริบาลทางเภสัชกรรมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยลดระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอลลงได้ ป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยเพิ่มความร่วมมือในการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการรับประทานยาได้มากขึ้น ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับภาวะโคเลสเตอรอลสูงเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มบทบาทของเภสัชกรในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์

บรรณานุกรม :
อัชรยา สำเภาเงิน . (2542). การบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อัชรยา สำเภาเงิน . 2542. "การบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
อัชรยา สำเภาเงิน . "การบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2542. Print.
อัชรยา สำเภาเงิน . การบริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยนอกภาวะโคเลสเตอรอลสูงที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2542.