| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบการรกัษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟันระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว |
| นักวิจัย | : | ชนกพรรณ สุคนธ์พันธุ์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2540 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082540000184 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษานี้เป็นการวัด ผลการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้น และเปรียบเทียบผลการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน หลาย ๆ รอยโรคในบริเวณใกล้เคียงกันด้วยวิธีการชักนำให้เกิดการงอกใหม่ของเนื้อเยื่อ(จีทีอาร์) โดยใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว (T1) กับการใส่วัสดุปลูกกระดูกร่วมด้วย (T2)ในเวลา 6 เดือน เลือกรอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน รวมถึงรอยวิการในบริเวณง่ามรากฟันไม่เกินระดับ II ที่มีความลึกของร่องลึกปริทันต์เท่ากับ หรือมากกว่า 5 มม. จำนวน51 รอยโรคจาก 10 บริเวณของผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคปริทนต์อักเสบ 4 คน อายุ 42-45 ปี อายุเฉลี่ย 43.75 ปี ซึ่งได้รับการรักษาในระยะแรกเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยแต่ละรายมีรอยโรคทั้งสองข้างของขากรรไกรเดียวกัน ดังนั้นถ้าข้างใดได้รับการสุ่มเลือกเป็น T1 อีกข้างจึงเป็น T2ดังนั้น T1 ผ่าตัด 5 ครั้งมี 19 รอยโรค ในขณะที่ T2ผ่าตัด 5 ครั้งมี 32 รอยโรค ค่าที่ใช้วัดทางคลินิก คือค่าดัชนีแผ่นคราบจุลินทรีย์ (PI) ดัชนีซัลคัสลลีดดิง (SBI)ความลึกของร่องลึกปริทันต์ (PD) ระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ทางคลินิก (CAL) ระดับการ่นของเหงือก(R) และการถ่ายภาพรังสีได้ทำการบันทึกก่อนการทำ จีทีอาร์และภายหลังการทำ จีทีอาร์ 3 เดือน และ 6 เดือน เมื่อรักษาแล้ว 3 เดือนและ 6 เดือน ผลการรักษาพบว่ามีการงอกใหม่ของอวัยวะปริทันต์เกิดขึ้นทุกรายเมื่อเวลาดึงแผ่นกันน้ำลายออกใน กลุ่ม T1 ค่า PD และ CALก่อนทำ (5.63 (+,-) 0.83, 7.25 (+,-) 1.50)ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ 3 เดือน (2.55 (+,-) 0.08,5.03 (+,-) 1.25) และ 6 เดือน (2.89 (+,-) 0.89,5.21 (+,-) 1.15) ในขณะที่ค่าของ PD ในเดือนที่ 6จะมากขึ้นกว่าใน เดือนที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญด้วย ส่วนระดับการร่นของเหงือกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติซึ่งในกลุ่ม T2 ในเดือนที่ 3 และที่ 6 พบว่าให้ผลเช่นเดียวกับในกลุ่ม T1 แต่ค่าของ PD ในเดือนที่ 6 ค่อนข้างคงที่ไม่ต่างไปจากเดือนที่ 3 จนไม่พบว่ามีความแตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่ม T1และ T2 ไม่พบความแตกต่างกันของทุกค่าที่ใช้วัดทางคลินิกทุกช่วงระยะเวลา เมื่อดูจากภาพถ่ายรังสีหลังการรักษา 6 เดือนพบว่า มีลักษณะของกระดูกเพิ่มขึ้นในรอยโรคเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายรังสีก่อนการผ่าตัดทั้งในกลุ่มT1 และ T2 และเมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม จะไม่มีความแตกต่างกันในค่าทางคลินิกและผลทางภาพถ่ายรังสีในทุกช่วงเวลาเช่นกัน จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแผ่นยางกันน้ำลายสามารถใช้เป็นแผ่นกั้นได้ในขบวนการจีทีอาร์ และการใช้แผ่นยางกันน้ำลายอย่างเดียวหรือร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกจะให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากเมื่อใช้สารปลูกกระดูกร่วมด้วย การหายของแผลเร็วขึ้นและคงที่มากกว่า ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรใช้แผ่นยางกันน้ำลายร่วมกับวัสดุปลูกกระดูกในรอยโรคหลาย ๆรอยโรคในบริเวณใกล้เคียงกัน |
| บรรณานุกรม | : |
ชนกพรรณ สุคนธ์พันธุ์ . (2540). การเปรียบเทียบการรกัษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟันระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ชนกพรรณ สุคนธ์พันธุ์ . 2540. "การเปรียบเทียบการรกัษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟันระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ชนกพรรณ สุคนธ์พันธุ์ . "การเปรียบเทียบการรกัษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟันระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print. ชนกพรรณ สุคนธ์พันธุ์ . การเปรียบเทียบการรกัษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟันระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.
|
