| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ กับ วิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ |
| นักวิจัย | : | เสรี ชัดแช้ม |
| คำค้น | : | DIF METHODOLOGY , THE MANTEL-HAENSZEL , ITEM BIAS , NONUNIFORM DIFFERENTIALLY FUNCTIONING TEST ITEMS , GROUPING OF EXAMINEE'S ABILITY AND ITEM DIFFICULTY |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082539001234 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ กับวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ สำหรับกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2539 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,200 คน จำแนกตามเพศ เป็นกลุ่มผู้สอบเพศชาย 600 คน และกลุ่มผู้สอบเพศหญิง 600 คนเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาไทย ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ BILOG วิเคราะห์หาข้อสอบทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอ ตามวิธี IRT areaแบบ 2 พารามิเตอร์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3 โปรแกรมได้แก่ BILOG, EQUATE และ IRTDIF และวิเคราะห์หาข้อสอบทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอ ตามวิธีแมนเทล-แฮนส์เชลแบบปกติ กับ แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ MHDIF ผลการวิจัยพบว่า 1. วิธี IRT area ตรวจพบข้อสอบทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอ ในแบบสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาไทยจำนวน 18 ข้อ จำแนกเป็นข้อสอบยาก จำนวน 2 ข้อ ข้อสอบยากง่าย ปานกลาง จำนวน 13 ข้อ และข้อสอบง่าย จำนวนจำนวน 3 ข้อ 2. วิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ ตรวจพบข้อสอบทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอ สอดคล้องกับวิธี IRT area 61.11%(11 ข้อใน 18 ข้อ) เพิ่มขึ้นจากวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ จำนวน 5 ข้อ (27.77%) จำแนกเป็นข้อสอบยากง่ายปานกลาง 4 ข้อ และข้อสอบง่าย 1 ข้อ ในจำนวนข้อสอบที่ตรวจพบเพิ่มขึ้น เป็นข้อสอบที่มีโค้งลักษณะข้อสอบของกลุ่มผู้สอบสองกลุ่มตัดกันในบริเวณใกล้ ๆ จุดกลางของช่วงความสามารถ จำนวน 3 ข้อ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ศึกษา เรื่อง การระบุผิดพลาดว่าข้อสอบทำหน้าที่ต่างกันทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นข้อสอบทำหน้าที่ไม่ต่างกัน |
| บรรณานุกรม | : |
เสรี ชัดแช้ม . (2539). การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ กับ วิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เสรี ชัดแช้ม . 2539. "การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ กับ วิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. เสรี ชัดแช้ม . "การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ กับ วิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. เสรี ชัดแช้ม . การเปรียบเทียบผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ต่างกันแบบไม่สม่ำเสมอของข้อสอบระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบปกติ กับ วิธีแมนเทล-แฮนส์เชล แบบแบ่งกลุ่มความสามารถของผู้สอบและความยากของข้อสอบ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
