ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทย และ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทย และ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ
นักวิจัย : บุญเรือง ชื่นสุวิมล
คำค้น : PHONETIC VARIATION , SOCIOLINGUISTICS , BANGKOK THAI , ENGLISH
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2535
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082535000086
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะวิเคราะห์การแปรของ (r) ในภาษาไทยและ (r) ในภาษาอังกฤษ ตามตัวแปรทางสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมชั้นหนึ่ง นอกจากนี้การวิจัยยังมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทยและ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรทางสังคมดังกล่าว ตัวแปรทางสังคมที่เลือกศึกษา ได้แก่ เพศระดับตำแหน่งงาน และภูมิหลังทางภาษาอังกฤษ รูปแปรที่สำคัญของ (r)ในแต่ละภาษา ได้แก่ เสียงลิ้นกระทบ [(...)] เสียงเปิด [(...)] เสียงข้างลิ้น[(...)] และ ไม่ออกเสียง [(...)] รูปแปรสามรูปแรกเกิดขึ้นในตำแหน่งเดี่ยวหน้าสระและตำแหน่งพยัญชนะควบกล้ำ ส่วน [(...)] เกิดขึ้นในตำแหน่งพยัญชนะควบกล้ำเท่านั้น [(...)] และ [(...)] เป็นรูปแปรที่เป็นที่ยอมรับกันว่ามีศักดิ์ศรีในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตามลำดับ ส่วน [(...)]และ [(...)] เป็นรูปแปรที่ไม่ได้มาตรฐานในตำแหน่งเดี่ยวหน้าสระ และพยัญชนะควบกล้ำ ตามลำดับ ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยได้จากการสัมภาษณ์และบันทึกเสียงกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯ 58 คน จากโรงแรม 3 แห่ง ผู้วิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างด้วยภาษาไทย และ ผู้ช่วยวิจัยซึ่งเป็นฝรั่งชาวตะวันตกซึ่งพูดอังกฤษเป็นภาษาแม่เป็นผู้สัมภาษณ์ด้วยภาษาอังกฤษ ผลการวิเคราะห์การแปรแสดงให้เห็นว่า ในภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างใช้ [I] [(...)] ในตำแหน่งเดี่ยวและตำแหน่งพยัญชนะควบกล้ำมากที่สุดส่วนในภาษาอังกฤษ [(...)] เป็นรูปแปรที่เกิดมากที่สุดในตำแหน่งทั้งสองตามด้วย [I] และ [(...)] ในตำแหน่งเดี่ยวหน้าสระ และพยัญชนะควบกล้ำตามลำดับ ส่วน [(...)] เป็นรูปแปรที่เกิดขึ้นน้อยที่สุดในภาษาทั้งสอง นอกจากนั้นผลการใช้สถิติไคสแควร์ยังพิสูจน์ว่าตัวแปรทางสังคมที่ศึกษาทั้งสามตัวแปรมีความสัมพันธ์กับการแปรของ (r) ในภาษาไทยและ (r) ในภาษาอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวคือ เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะใช้รูปแปรที่มีศักดิ์ศรีมากกว่าเพศชาย ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่ามีแนวโน้มที่จะใช้รูปแปรที่มีศักดิ์ศรี มากกว่าผู้ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่า ผู้ที่มีภูมิหลังภาษาอังกฤษมากกว่ามีแนวโน้มที่จะใช้รูปแปรที่มีศักดิ์ศรี มากกว่าผู้ที่มีภูมิหลังภาษาอังกฤษน้อยกว่า ผลการวิจัยยังพบด้วยกว่าเมื่อมีการศึกษาตัวแปรสังคมหนึ่งตัวแปรโดยคุมตัวแปรทางสังคมอีกสองตัว ผลที่ได้ส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิมแต่มีหลายกรณีที่ผลที่ได้แตกต่างไปจากผลที่ได้เมื่อดูตัวแปรสังคมเพียงตัวแปรเดียว เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาอังกฤษและ(r) ในภาษาไทย ผลจากการใช้สถิติค่าสหสัมพันธ์กับการออกเสียง (r) ทั้งสองภาษาของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดแสดงว่าการปรากฎของรูปแปรแต่ละรูปของ(r) ในทั้งสองภาษามีสหสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการใช้รูปแปรของ (r) ในทั้งสองภาษาของกลุ่มตัวอย่างซึ่งจำแนกย่อยตามตัวแปรทางสังคม ผู้วิจัยพบว่ามีรูปแปรบางรูปเท่านั้นที่มีสหสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

บรรณานุกรม :
บุญเรือง ชื่นสุวิมล . (2535). ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทย และ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
บุญเรือง ชื่นสุวิมล . 2535. "ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทย และ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
บุญเรือง ชื่นสุวิมล . "ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทย และ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2535. Print.
บุญเรือง ชื่นสุวิมล . ความสัมพันธ์ระหว่างการแปรของ (r) ในภาษาไทย และ (r) ในภาษาอังกฤษตามตัวแปรสังคม ของผู้พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2535.