| ชื่อเรื่อง | : | รำดีดไห : การวิเคราะห์นาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน |
| นักวิจัย | : | จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ |
| คำค้น | : | การรำ -- ไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , นาฏศิลป์ -- ไทย , รำดีดไห , โปงลาง , Dance -- Thailand, Northeastern , Ram - Deed - Hai |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | มาลินี อาชายุทธการ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะศิลปกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/33137 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553 วิทยานิพนธ์ รำดีดไห : การวิเคราะห์นาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา พัฒนาการ ของการรำดีดไห วิเคราะห์นาฏยลักษณ์ของการรำดีดไห โดยดำเนินการศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร ทำการสัมภาษณ์ และศึกษาฝึกปฏิบัติท่ารำด้วยตัวเองจากการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมด้านวงดนตรีของอีสานเหนือที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศลาว พบว่ามีการผสมผสานกันระหว่างเครื่องดนตรีที่เกิดจากภูมิปัญญาและดนตรีที่นิยมเล่นในท้องถิ่นดังมีปรากฏในปัจจุบันคือ วงโปงลาง การรำดีดไหเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2528 มีการเปลี่ยนแปลงนักดีดไหในวงโปงลางจากผู้ชายมาเป็นผู้หญิง โดยนางนิยา เชิดชู (รังเสนา) ขณะนั้นเป็นนักศึกษาชั้นสูงปีที่ 2วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์คิดการรำดีดไหขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ชม เนื่องจาก มีการแสดงของสองสถาบัน คือ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด และวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์แสดงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน (จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) การใช้ผู้หญิงดีดไหในครั้งนั้น ทำให้มีผลงานโดดเด่นจนได้รับความนิยมแพร่หลาย ต่อมาพัฒนาการของเครื่องดนตรีคือ พิณโปร่งและพิณเบสถูกนำมาใช้ในการบรรเลงได้เป็นอย่างดี ความสำคัญในการใช้เสียงของไหจึงหมดลง การออกท่าทางในการรำดีดไหก็มิได้ถูกจำกัดในเรื่องของเสียง นางไหร่ายรำออกลีลาได้ทุกช่วงตลอดการแสดง ยิ่งเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นกลายเป็นตัวชูโรงของวงโปงลางเรื่อยมา นาฏยลักษณ์ของการรำดีดไหคือการรำที่ไม่ถูกวางกฎเกณฑ์ด้านองค์ประกอบการแสดง แต่ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างการแสดงเป็นหลัก ผู้แสดงจะต้องมุ่งเน้นการแสดงลีลาที่มีการใช้สะโพกโดยมีพื้นฐานการแสดงนาฏยศิลป์ไทยและนาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน มีความเข้าใจจังหวะ และโครงสร้างของเพลง ตลอดจนสามารถคิดท่าทางการแสดงขึ้นมาโดยฉับพลัน( Improvisation ) ให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับองค์ประกอบอื่น สร้างความแปลกใหม่ และโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การใช้มือมีการจีบ สลับกับตั้งวง การกระดิกหรือพรมนิ้ว การไขว้มือดีด และยกไหในลักษณะต่างๆ การใช้ขาและเท้าปรากฏการทรุดเข่า การย่ำเท้า การย่อยืดเตะเท้าที่มีความสัมพันธ์กับสะโพกและศีรษะ การใช้ตัวโดยลงน้ำหนักไปที่ช่วงขาเพื่อความมั่นคงในการแอ่นหลัง การเอียง และการบิดลำตัว โอกาสในการใช้ท่ารำจะใช้ระหว่างการเปลี่ยนจังหวะหรือคลายความเมื่อยหล้าหรือการเคลื่อนที่และการใช้พื้นที่เวทีเช่นการเดินขึ้นลง การเดินวนรอบไห การรำเข้ากับนายเกราะ หมอแคนที่มาเกี้ยว รำประกอบวงโปงลางที่เป็นวงดนตรีพื้นบ้านอีสาน ส่วนเครื่องแต่งกายใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ไหนิยมนำมาตกแต่งด้วยผ้าที่ประดิษฐ์ให้คล้ายกับดอกไม้ หรือพ่นสีให้มีลวดลาย โครงสร้างของการรำดีดไหกลายเป็นนาฏยลักษณ์ที่ปรากฏให้นักนาฏยประดิษฐ์นำไปสร้างสรรค์ การแสดงรำดีดไหในรูปแบบของนาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน และนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่หลากหลายในปัจจุบัน |
| บรรณานุกรม | : |
จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ . (2553). รำดีดไห : การวิเคราะห์นาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ . 2553. "รำดีดไห : การวิเคราะห์นาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ . "รำดีดไห : การวิเคราะห์นาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. Print. จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ . รำดีดไห : การวิเคราะห์นาฏยศิลป์ไทยพื้นบ้านอีสาน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.
|
