| ชื่อเรื่อง | : | การใช้การวิเคราะห์ระบบกิจกรรมแบบปรับปรุงเพื่อระบุความขัดแย้งภายใน ในการทำกิจกรรมทางวิชาการของครู |
| นักวิจัย | : | ภานุพงษ์ วิยะบุญ |
| คำค้น | : | กิจกรรมการเรียนการสอน , ครู , ความขัดแย้ง (จิตวิทยา) , Activity programs in education , Teachers , Conflict (Psychology) |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/30458 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่นำไปสู่ความขัดแย้งภายในในการทำกิจกรรมทางวิชาการ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลของความขัดแย้งภายในต่อการทำกิจกรรมทางวิชาการของครูผู้ช่วย ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาแบบพหุเทศะกรณีศึกษา โดยใช้กรณีศึกษา 3 กรณีที่มีความแตกต่างกันในลักษณะสถานศึกษาคือ โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบข้อมูล การตีความข้อมูล ร่วมกับการวิเคราะห์ระบบกิจกรรมแบบปรับปรุง ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โรงเรียนประถมศึกษา พบว่า ครูโรงเรียนประถมศึกษาคนที่ 5 พบสถานการณ์มากที่สุด 6 สถานการณ์ สถานการณ์ที่พบเป็นด้านประเภทกิจกรรมทางวิชาการ กล่าวคือ ครูเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการมาแล้ว จึงรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่สนใจทำกิจกรรม และหนังสือและเอกสารที่ทางโรงเรียนจัดให้ไม่ตอบสนองกับความต้องการ เพราะครูอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้รอง ทำให้มีหนังสือและเอกสารค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ต้องซื้อหนังสือเป็นของตนเอง รองลงมาคือครูโรงเรียนประถมศึกษาคนที่ 2 พบสถานการณ์ 5 สถานการณ์ สถานการณ์ที่พบเป็นด้านงบประมาณ สื่อ อุปกรณ์ แหล่งการเรียนรู้อื่นๆ พบว่าหนังสือและเอกสารที่ทางโรงเรียนจัดให้ไม่ตอบสนองกับความต้องการ จึงไปใช้แหล่งการเรียนรู้อื่น และซื้อหนังสือเป็นของตนเองเช่นกัน 2. โรงเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาคนที่ 4 พบสถานการณ์ที่มากที่สุด 6 สถานการณ์ สถานการณ์ที่พบเป็นด้านประเภทกิจกรรมทางวิชาการ กล่าวคือ ครูต้องการเนื้อหาใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ แต่ก็มีบ้างกิจกรรมไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ และพบว่ากิจกรรรมที่โรงเรียนจัดขึ้นเป็นเพียงการมอบหมายงานเท่านั้น ส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาวิชาชีพเต็มศักยภาพ รองลงมาคือ ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาคนที่ 5 พบสถานการณ์ 5 สถานการณ์ สถานการณ์ที่พบเป็นด้านประเภทกิจกรรมทางวิชาการ กล่าวคือ ระยะเวลาการทำกิจกรรมไม่เพียงพอ ส่งผลให้ครูต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มด้วยตนเอง และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ยังนำไปถ่ายทอดให้กับเพื่อนครู 3. โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา พบว่า ครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาคนที่ 1, 3, 4 และคนที่ 5 พบสถานการณ์มากที่สุด 3 สถานการณ์ ครูรู้สึกกังวลในการทำกิจกรรมทางวิชาการ เพราะมีภาระงานที่ได้รับมอบหมายมากและไม่ตรงกับความสามารถ ส่งผลให้ครูขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรม และมีความรู้ความสามารถไม่เท่ากับครูท่านอื่น รวมทั้งหนังสือและเอกสารทางวิชาการไม่สอดคล้องกับความต้องการ ทำให้ครูต้องแสวงหาแหล่งการเรียนรู้อื่นๆ และครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาคนที่ 1 เข้าใจโรงเรียนเป็นสถานที่ปฏิบัติงานสอน ไม่ได้ดูแลเรื่องการจัดกิจกรรม สถานการณ์นี้ถือว่าเป็นความขัดแย้ง เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่พัฒนาวิชาชีพและมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรมทางวิชาการแก่ครู |
| บรรณานุกรม | : |
ภานุพงษ์ วิยะบุญ . (2555). การใช้การวิเคราะห์ระบบกิจกรรมแบบปรับปรุงเพื่อระบุความขัดแย้งภายใน ในการทำกิจกรรมทางวิชาการของครู.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภานุพงษ์ วิยะบุญ . 2555. "การใช้การวิเคราะห์ระบบกิจกรรมแบบปรับปรุงเพื่อระบุความขัดแย้งภายใน ในการทำกิจกรรมทางวิชาการของครู".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภานุพงษ์ วิยะบุญ . "การใช้การวิเคราะห์ระบบกิจกรรมแบบปรับปรุงเพื่อระบุความขัดแย้งภายใน ในการทำกิจกรรมทางวิชาการของครู."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print. ภานุพงษ์ วิยะบุญ . การใช้การวิเคราะห์ระบบกิจกรรมแบบปรับปรุงเพื่อระบุความขัดแย้งภายใน ในการทำกิจกรรมทางวิชาการของครู. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
|
