| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนของระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูป |
| นักวิจัย | : | ลินดา เกษมสุข |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | พิชญ รัชฎาวงศ์ , วรางคณา พรรณรัตนศิลป์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2547 |
| อ้างอิง | : | 9741769598 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/27113 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547 การวิจัยนี้เป็นการศึกษาถึงความเป็นไปได้ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการกำจัดไนโตรเจนด้วยระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระบบบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปที่ใช้ทำการกำจัดไนโตรเจนในงานวิจัยนี้ เป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูปชนิดเติมอากาศ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง การทดลองชุดแรก ทำการศึกษาประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนที่มีสภาพแอโรบิกและควบคุมอัตราไหลเข้าของน้ำเสีย เท่ากับ 30 ลิตร/วัน การทดลองชุดที่สอง เป็นการเดินระบบแบบแอนอกซิก-แอโรบิก โดยมีสัดส่วนของแอนอกซิก 40% และแอโรบิกเท่ากับ 60% ตามลำดับ การทดลองชุดที่สาม เพิ่มอัตราไหลเข้าของน้ำเสีย เท่ากับ 60 ลิตร/วัน และการทดลองชุดที่สี่ ทำการใส่ตัวกลางเข้าไปในชุดการทดลอง ในการทดลองทั้ง 4 ชุด ใช้น้ำเสียสังเคราะห์ที่มีค่าซีโอดี 300 มก./ล. ทีเคเอ็น 30 มก./ล. และทำการเดินระบบต่อเนื่อง โดยควบคุมอายุตะกอนเท่ากับ 10 วัน อัตราการสูบน้ำทิ้งกลับเข้าสู่ถังแอนนอกซิก และ อัตราการสูบตะกอนเวียนกลับภายในระบบเท่ากับ 1 เท่าของน้ำเสียเข้า ผลการทดลองที่ได้พบว่า การทดลองทั้งสี่ชุด มีประสิทธิภาพในการกำจัดซีโอดี เท่ากับ 92.48, 97.18. 95.40 และ 96.85 % ตามลำดับ และประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนทั้งหมดเท่ากับ 77.51, 83.30, 91.16 และ 92.75 % ตามลำดับ จากการทดลองจะเห็นได้ว่า การเพิ่มในส่วนถังแอนนอกซิกและการเพิ่มตัวกลางเข้าไปในระบบ ไม่ได้แสดงผลอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการกำจัดซีโอดี แต่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนกระบวนการไนตริฟิเคชันเกิดได้ดีในทุกชุดการทดลอง ส่วนกระบวนการดีไนตริฟิเคชันไม่เกิดขึ้นในชุดการทดลองแรก เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยรวมในการกำจัดไนโตรเจนของทุกชุดการทดลอง โดยพิจารณาจากค่าไนโตรเจนทั้งหมด อัตราการเกิดไนตริฟิเคชันจำเพาะ และอัตราการเกิดดีไนตริฟิเคชันจำเพาะ สามารถสรุปได้ว่า ชุดการทดลองที่สี่ เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนสูงสุด โดยมีอัตราการเกิดกระบวนการไนตริฟิเนชันและอัตราการเกิดกระบวนการดีไนตริฟิเคชัน เท่ากับ 0.164 มก. NH3/มก. MLVSS-วัน และ 0.31 มก. NO3/มก. MLVSS-วันตามลำดับ ดังนั้นจากงานวิจัยจะเห็นได้ว่า การปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูปที่มีอยู่เดิมให้สามารถกำจัดไนโตรเจนได้นั้น ทำได้โดยการดัดแปลงระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูปที่มีการเติมอากาศ โดยนำมากั้นถังให้มีส่วนของถังแอนนอกซิกเพิ่มเข้ามาในระบบ ติดตั้งใบพัดกวนในถัง และติดตั้งเครื่องเครื่องสูบตะกอนหมุนเวียนภายใน เพื่อทำให้เกิดสภาพแอนนอกซิกและเกิดกระบวนการดีไนตริฟิเคชัน |
| บรรณานุกรม | : |
ลินดา เกษมสุข . (2547). การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนของระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูป.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลินดา เกษมสุข . 2547. "การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนของระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูป".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลินดา เกษมสุข . "การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนของระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูป."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547. Print. ลินดา เกษมสุข . การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจนของระบบบำบัดน้ำเสียแบบสำเร็จรูป. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2547.
|
