| ชื่อเรื่อง | : | ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ |
| นักวิจัย | : | นิลุบล ขัมภรัตน์ |
| คำค้น | : | ศิลปประยุกต์ , ศิลปกรรม -- การป้องกัน , ลิขสิทธิ์ -- ศิลปกรรม |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | อรพรรณ พนัสพัฒนา , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะนิติศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/25867 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554 งานศิลปประยุกต์เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบหนึ่งซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือประกอบเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ใช้สอย ด้วยเหตุที่งานศิลปประยุกต์ทำให้สิ่งของเกิดความสวยงาม และช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสิ่งของนั้นๆ งานศิลปประยุกต์จึงเป็นสิ่งที่สามารถสร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้แก่ผู้สร้างสรรค์ได้เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ภายใต้กฎหมายไทยมีความไม่ชัดเจนและมีปัญหาความคาบเกี่ยวและความซ้ำซ้อนระหว่างกฎหมายหลายฉบับ จึงเป็นช่องว่างให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากงานศิลปประยุกต์อย่างไม่เหมาะสม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ ทั้งในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และประเทศไทย เพื่อให้ทราบและวิเคราะห์ปัญหาการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ นำมาซึ่งการเสนอแนะรูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมในการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ในประเทศไทย ทั้งนี้ ได้มีการสัมภาษณ์ผู้สร้างสรรค์ เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา และศาล ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองงานศิลปประยุกต์ด้วย จากการศึกษาวิจัยพบว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดนิยามงานศิลปประยุกต์ไม่ชัดเจน โดยลักษณะของงานศิลปประยุกต์ที่สมควรได้รับความคุ้มครอง จะต้อง 1) เป็นสิ่งของที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงระดับการสร้างสรรค์ที่เพียงพอ 2) เป็นการใช้ประโยชน์จากงานศิลปกรรม และ 3) ลักษณะทางศิลปะที่ปรากฏจะต้องไม่ถูกจำกัดโดยการทำงาน (functional) ของสิ่งของนั้น และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่างานศิลปประยุกต์ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากงานศิลปกรรมเสมอไป จึงควรมีการแก้ไขความหมายของงานศิลปประยุกต์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ว่าหมายถึง การสร้างสรรค์งานศิลปะซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือประกอบรวมเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ใช้สอย นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า และเพื่อขจัดความคาบเกี่ยวระหว่างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอันนำมาซึ่งการให้ความคุ้มครองซ้ำซ้อน ควรกำหนดให้งานศิลปประยุกต์ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียว โดยแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยใช้ปริมาณการผลิตในการแบ่งแยกงานศิลปประยุกต์ออกจากแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าภายใต้ กฎหมายเครื่องหมายการค้า และกำหนดให้ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิเลือกว่าจะให้งานศิลปประยุกต์ของตนได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายฉบับใด และเมื่อเลือกขอรับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายฉบับใดแล้ว งานศิลปประยุกต์ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาฉบับอื่นได้อีกต่อไป |
| บรรณานุกรม | : |
นิลุบล ขัมภรัตน์ . (2554). ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองงานศิลปประยุกต์.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิลุบล ขัมภรัตน์ . 2554. "ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองงานศิลปประยุกต์".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิลุบล ขัมภรัตน์ . "ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองงานศิลปประยุกต์."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554. Print. นิลุบล ขัมภรัตน์ . ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองงานศิลปประยุกต์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2554.
|
