| ชื่อเรื่อง | : | ผลของการเรียนการสอนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานที่มีต่อความสามารถในการสร้างคำอธิบายและมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย |
| นักวิจัย | : | อนงค์รัตน์ แก้วบำรุง |
| คำค้น | : | ฟิสิกส์ -- การศึกษาและการสอน |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | พิมพันธ์ เดชะคุปต์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/21675 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการสร้างคำอธิบายของนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสร้างคำอธิบายของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ 3) ศึกษามโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐาน 4) เปรียบเทียบมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 66 คน โดยกำหนดเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 33 คน เรียนด้วยรูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานและกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 33 คน เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบประเมินความสามารถในการสร้างคำอธิบาย ประกอบด้วย (1)แบบประเมินกระบวนการสร้างคำอธิบายมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .75 (2) แบบสอบการสร้างคำอธิบายที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .95 มีค่าความยากอยู่ระหว่าง0.50 – 0.54 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.23 -0.47ค่าความตรงเท่ากับ 0.78และแบบประเมินคำอธิบาย มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 2) แบบวัดมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85 มีค่าระดับความยากอยู่ในช่วง 0.54-0.83 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง 0.21-0.86 ค่าความตรงเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละความสามารถในการสร้างคำอธิบายเท่ากับ 75.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. นักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างคำอธิบายสูงกว่านักเรียนที่เรียนฟิสิกส์ด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานเท่ากับ 75.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 4. นักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานมีคะแนนเฉลี่ยมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานสูงกว่านักเรียนที่เรียนฟิสิกส์ด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 |
| บรรณานุกรม | : |
อนงค์รัตน์ แก้วบำรุง . (2554). ผลของการเรียนการสอนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานที่มีต่อความสามารถในการสร้างคำอธิบายและมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อนงค์รัตน์ แก้วบำรุง . 2554. "ผลของการเรียนการสอนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานที่มีต่อความสามารถในการสร้างคำอธิบายและมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อนงค์รัตน์ แก้วบำรุง . "ผลของการเรียนการสอนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานที่มีต่อความสามารถในการสร้างคำอธิบายและมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554. Print. อนงค์รัตน์ แก้วบำรุง . ผลของการเรียนการสอนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการสร้างความรู้พื้นฐานที่มีต่อความสามารถในการสร้างคำอธิบายและมโนทัศน์เรื่องงานและพลังงานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2554.
|
