| ชื่อเรื่อง | : | การวิจัยและคัดเลือกรังไหมไทยและไหมอีรี่สายพันธุ์ที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงเพื่อการผลิตเครื่องสำอางในเชิงพาณิชย์ |
| นักวิจัย | : | ลือชัย บุตคุป |
| คำค้น | : | DPPH , Eri Silk , flavonoid , Oxidation activity , Thai silk , Tyrosinase , ดีพีพีเอช , ฟลาโวนอยด์ , ออกซิเดชัน , ไทโรซิเนส , ไหมป่า , ไหมไทย |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=TRG5480002 , http://research.trf.or.th/node/8821 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารประกอบฟีโนลิกและฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของสารสกัดจากรังไหมไทย 23 พันธุ์ ได้แก่ นางน้อย, เขียวสกล, โนนฤาษี, โชคอานวย 1, โชคอานวย 2, ปช.21, รอ.5, นางเหลือง, กวนวัน, ม.2, เปือยหัวดง, นางลาย, รอ.3, SB7, UB5, UB1, นางขาว, DKK8, แพงพวย, NNSK, ดอบหลี่, กากี และสาโรง และรังไหมป่า 4 พันธุ์ ได้แก่ อีรี่พันธุ์ไทย, เชียงใหม่อีรี่, อีรี่ลาพูน และอีรี่จีน และตัวอย่างหนอนไหมวัย 5 จานวน 5 พันธุ์ ได้แก่ นางลาย นางเหลือง สาโรง นางสิ่ว และนางตุ่ย และตัวอย่างใบหม่อน 25 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์บุญแถม #1 2) พันธุ์ขุนกลาง #1 3) พันธุ์ขุนกลาง #5 4) พันธุ์ขุนกลาง #6 5) พันธุ์บ้านหม่อม #1 6) พันธุ์แปกแซม #1 7) พันธุ์แปกแซม #2 8) พันธุ์แปกแซม #4 9) พันธุ์แปกแซม #5 10) พันธุ์แปกแซม #6 11) พันธุ์แปกแซม #7 12) พันธุ์ปากกลาง 13) พันธุ์หม่อนป่าทุ่งลุยลาย 14) พันธุ์ท่ามะแกง 15) พันธุ์แม่สะลอง #2 16) พันธุ์แม่สะลองใน 17) พันธุ์บุญรอด 18) พันธุ์สวนเจริญ 19) พันธุ์วาวี 20) พันธุ์นครราชสีมา 21) พันธุ์ลูกผสมหม่อนป่า #2 22) พันธุ์กาแพงแสน 3 23) พันธุ์พิกุลทอง 24) พันธุ์ชุมพร 25) พันธุ์เชียงใหม่ วิเคราะห์ชนิดและปริมาณสารประกอบฟีโนลิกโดยใช้เครื่อง HPLC พบว่าสารสกัดเอธานอลของรังไหมตรวจพบสารประกอบฟีโนลิกหลายชนิด ได้แก่ (+)-catechin, (-)-epicatechin, rutin, procyanidin B1 (epicatechin-(4β→8)-catechin), procyanidin B2 ((-)-epicatechin-(4β→8)-(-)-epicatechin), quercetin, myricetin, trans-resveratrol, luteolin, naringenin, และ kaempferol ขณะที่สารสกัดจากหนอนไหมตรวจพบฟลาโวนอยด์หลัก 3 ชนิด คือ procyanidin B1, quercetin และ (+)-catechin สารประกอบฟลาโวนอยด์ที่พบในสารสกัดจากรังไหมพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ (+)-catechin (3.06-332.66 mg/100g), quercetin (3.03-79.84 mg/100g) และ (-)-epicatechin (1.81-69.98 mg/100g dw) ผลรวมของฟลาโวนอยด์ของรังไหมพันธุ์ปช.21 มีปริมาณสูงที่สุด โดยสกัดรังไหมพันธุ์นี้ด้วยน้า (384.13 mg/100g dw) มีปริมาณสูงกว่าเมื่อสกัดด้วยเอธานอล (284.64 mg/100g dw) ปริมาณสารฟลาโวนอยด์ชนิด procyanidin B1 พบสูงในหนอนไหมวัย 5 พันธุ์สาโรง (177.10 ± 0.12 mg/100g dw) และนางสิ่ว (167.58 ± 2.30 mg/100g dw) ขณะที่ quercetin พบสูงในหนอนไหมพันธุ์นางตุ่ย (82.94 ± 2.52 mg/100g dw) สาโรง (70.84 ± 4.62 mg/100g dw) และนางสิ่ว (81.88 ± 1.70 mg/100g dw) อย่างไรก็ตามในจานวนหนอนไหม 5 พันธุ์ที่ศึกษาพบว่าหนอนไหมพันธุ์นางสิ่วมีผลรวมของสารฟลาโวนอยด์สูงที่สุด (404.98 mg/100g dw) ใบหม่อนตรวจพบสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด โดยฟลาโวนอยด์หลักที่มีปริมาณสูง ได้แก่ procyanidin B1 (0.01-4926.87 mg/100g dw), (+)-catechin (84.09-2053.75 mg/100g dw), procyanidin B2 (4.67-796.26 mg/100g dw), epicatechin (24.56-470.07 mg/100g dw) และ naringenin (3.64-45.02 mg/100g dw) ใบหม่อนพันธุ์แปกแซม#2 มีผลรวมของสารฟลาโวนอยด์สูงที่สุด (7120.73 mg/100g dw) ขณะที่ใบหม่อนพันธุ์ท่ามะแกงมีผลรวมของสารฟลาโวนอยด์ต่าที่สุด (7120.73 mg/100g dw) นอกจากนี้ในใบหม่อนยังตรวจพบสารประกอบฟลาโวนอยด์ชนิดอื่นด้วยได้แก่ rutin, quercetin, myricetin, trans-resveratrol, luteolin และ kaempferol การวัดความสามารถในการต้านออกซิเดชันตรวจวัดด้วยวิธีการต่างๆ 3 วิธี ได้แก่ ABTS•+ (2,2azinobis-(3-ethylbenzthiazoline-6-sulfonic acid)), DPPH• (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl radical) และ ferric reducing/antioxidant power (FRAP) พบว่าสารสกัดน้าจากรังไหมพันธุ์ปช.21 มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงสุดเมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH• โดยมีค่า EC50 เท่ากับ 0.71 mg/mL ซึ่งเป็นค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่สามารถลดความเข้มข้นของ DPPH ลงได้ครึ่งหนึ่ง ขณะที่สารสกัดเอธานอลจากรังไหมพันธุ์ UB5 มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงที่สุด โดยมีค่า EC50 เท่ากับ 0.72 mg/mL การวัดความสามารถในการต้านออกซิเดชันด้วยวิธี ABTS•+ พบว่าสารจากรังไหมพันธุ์ปช.21 มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงสุดเท่ากับ 1.94 และ 1.47 mg TEAC/g เมื่อสกัดน้าและเอธานอลตามลาดับ การวัดความสามารถในการต้านออกซิเดชันด้วยวิธี FRAP พบว่าสารจากรังไหมพันธุ์ปช.21 มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงสุดเท่ากับ 13.40 และ 10.04 mg TEAC/g เมื่อสกัดน้าและเอธานอลตามลาดับ จากผลการทดลองดังกล่าวจะเห็นได้ว่ารังไหมพันธุ์ปช.21 เป็นรังไหมที่มีปริมาณสารในกลุ่มฟีโนลิกสูง และมีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงด้วย ดังนั้นรังไหมพันธุ์นี้จึงเหมาะสมในการนาไปประยุกต์ใช้ในการผลิตเครื่องสาอาง หรือใช้ทางยาได้โดยวิธีการสกัดด้วยน้าที่อุณหภูมิสูงให้ผลดีในการสกัดเซริซินออกจากรังไหม และวิธีการนี้ยังมีต้นทุนการผลิตต่าแต่ให้สารสกัดที่มีคุณค่าสูง การประเมินความสามารถในการต้านออกซิเดชันของสารสกัดจากหนอนไหมวัย 5 พันธุ์ต่างๆ พบว่า ความสามารถในการต้านออกซิเดชันของสารสกัดจากหนอนไหมพันธุ์ต่างๆ มีค่าแตกต่างกัน ซึ่งสารสกัดจากหนอนไหมพันธุ์นางสิ่วมีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 58.96%, 2.03 mg Fe(II)/g dw, และ 12.35 mg TE/100g dw เมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH, FRAP และ ABTS•+ ตามลาดับ ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าหนอนไหมวัย 5 พันธุ์นางสิ่วซึ่งมีปริมาณสารประกอบฟีโนลิกสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประกอบฟลาโวนอยด์ มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงกว่าหนอนไหมพันธุ์อื่นๆ พันธุ์นี้จึงเหมาะในการประยุกต์ใช้ในการผลิตอาหารเสริมสุขภาพ การประเมินความสามารถในการต้านออกซิเดชันของสารสกัดจากใบหม่อน 25 พันธุ์ พบว่าการตรวจวัดความสามารถในการต้านออกซิเดชันด้วยวิธี DPPH มีค่าอยู่ในช่วง 0.06-15.42 mg/ml โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.84 mg/ml ใบหม่อนพันธุ์แม่สะลอง#2 มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงที่สุด (EC50 = 0.06 mg/ml) รองลงมาคือพันธุ์แปกแซม#5 (EC50 = 0.46 mg/ml) พันธุ์ขุนกลาง#1 (EC50 = 0.72 mg/ml) การตรวจวัดความสามารถในการต้านออกซิเดชันด้วยวิธี ABTS•+ มีค่าอยู่ในช่วง 3.11-16.27 mg TE/g dw และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.23 mg TE/g dw ซึ่งใบหม่อนพันธุ์แม่สะลอง#2 มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงที่สุด (16.27 mg TE/g dw) รองลงมาคือพันธุ์แปกแซม#5 (15.70 mg TE/g dw) พันธุ์ขุนกลาง#1 (15.29 mg TE/g dw) โดยจะพบว่ามีหม่อน 11 พันธุ์จาก 25 พันธุ์ที่มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงเกิน 9.23 mg TE/g dw ผลการวัดความสามารถในการต้านออกซิเดชันด้วยวิธี FRAP มีค่าอยู่ในช่วง 0.59–38.76 (เฉลี่ย 11.85) mg Fe(II)/g dw ใบหม่อนพันธุ์แปกแซม#1 (38.76 mg Fe(II)/g dw) และพันธุ์แม่สะลอง#2 (38.57 mg Fe(II)/g dw) มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงกว่าใบหม่อนพันธุ์อื่นๆ ผลการศึกษาในใบหม่อนทั้งหมดจะเห็นว่าใบหม่อนพันธุ์แม่สะลอง#2 เป็นหม่อนพันธุ์ที่มีปริมาณสารประกอบฟีโนลิกและความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงกว่าใบหม่อนพันธุ์อื่นๆ ดังนั้นหม่อนพันธุ์นี้จึงเหมาะในการนาไปผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในทางการค้า |
| บรรณานุกรม | : |
ลือชัย บุตคุป . (2552). การวิจัยและคัดเลือกรังไหมไทยและไหมอีรี่สายพันธุ์ที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงเพื่อการผลิตเครื่องสำอางในเชิงพาณิชย์.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ลือชัย บุตคุป . 2552. "การวิจัยและคัดเลือกรังไหมไทยและไหมอีรี่สายพันธุ์ที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงเพื่อการผลิตเครื่องสำอางในเชิงพาณิชย์".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ลือชัย บุตคุป . "การวิจัยและคัดเลือกรังไหมไทยและไหมอีรี่สายพันธุ์ที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงเพื่อการผลิตเครื่องสำอางในเชิงพาณิชย์."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print. ลือชัย บุตคุป . การวิจัยและคัดเลือกรังไหมไทยและไหมอีรี่สายพันธุ์ที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงเพื่อการผลิตเครื่องสำอางในเชิงพาณิชย์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.
|
