ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ข้าวเหนียวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ข้าวเหนียวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
นักวิจัย : อรวรรณ ศรีโสมพันธ์
คำค้น : ข้าวเหนียว , มหาสารคาม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5520014 , http://research.trf.or.th/node/8564
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ข้าวเหนียวเป็นพืชวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยมาเป็นเวลานาน และ เป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของอาหารของประชากรในภาคเหนือตอนบนและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แต่ผลจากความต้องการบริโภคข้าวเหนียวที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้สถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าว เหนียวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เชิงมหภาคด้านสถานการณ์การผลิต การเปลี่ยนแปลงอุปทาน และการส่งออกข้าวเหนียวในภูมิภาค อาเซียน รวมถึงการเชื่อมโยงกับข้อมูลการผลิตข้าวเหนียวในระดับฟาร์มและการปรับตัวของตลาดข้าว เหนียวในประเทศ เพื่อเตรียมสร้างฐานความรู้ที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างนวัตกรรมเชิงนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับข้าวเหนียวให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากสูงสุดจากพลวัตของตลาดและเพื่อเตรียม ความพร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแข็งแกร่ง การศึกษาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น เริ่มจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารงานวิจัย และสถิติที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การตลาดและการส่งออกข้าวเหนียวในภูมิภาคอาเซียน หลังจากนั้น รวบรวมข้อมูลการผลิตข้าวเหนียวระดับฟาร์มจากการสำรวจข้อมูลภาคสนามเกษตรกรในแหล่ง เพาะปลูกข้าวเหนียวสำคัญสองจังหวัดคือจังหวัดขอนแก่นและเชียงราย ทั้งแบบแผนการผลิต การใช้ ปัจจัยการผลิต โครงสร้างต้นทุนผลตอบแทน รวมทั้งผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่อการ ผลิตข้าวเหนียวในระดับฟาร์ม ในส่วนของการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอุปทาน ข้าวเหนียวไทยได้สร้างสมการการตอบสนองของอุปทานข้าวเหนียวโดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวางตามเวลา ของแต่ละภาคเชื่อมโยงกับข้อมูลระยะเวลารายปี และส่วนสุดท้ายเป็นการอธิบายบทบาทของผู้ที่ เกี่ยวข้องในตลาดข้าวเหนียวทุกระดับตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดย ประมวลและวิเคราะห์จากข้อมูลการสัมภาษณ์พ่อค้าในตลาดข้าวเหนียว แสดงวิถีการตลาดข้าวเหนียว และผลกระทบของการดำเนินนโยบายของรัฐต่อตลาดข้าวเหนียวทั้งในประเทศและในระดับตลาดส่งออก ผลการศึกษาสภาพการผลิตข้าวเหนียวของประเทศไทย พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกข้าวเหนียว ในฤดูนาปี โดยพื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวในฤดูนาปีเท่ากับ 16.71 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 27.52 ของ พื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมด ผลิตข้าวเหนียวได้ประมาณ 5.821 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกข้าว เหนียวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การผลิตข้าวเหนียวในปัจจุบันจะเน้นการผลิตเพื่อบริโภคใน ครัวเรือนเป็นหลักผลผลิตส่วนที่เหลือจึงจะนำไปขาย ดังนั้นแบบแผนการผลิตข้าวเหนียวจึงค่อนข้างจะ แตกต่างข้าวเจ้าที่เน้นการปลูกเพื่อขายเป็นหลัก การใช้แรงงานในการผลิตส่วนใหญ่จึงเน้นการใช้แรงงานเครื่องจักรเพื่อประหยัดแรงงาน แต่สำหรับข้าวเหนียวเกษตรกรจะนิยมใช้แรงงานคนในเกือบทุก กระบวนการในการผลิตเพราะต้องการข้าวเหนียวที่มีคุณภาพและมีสิ่งเจือปนน้อยที่สุด ซึ่งเกษตรกรมี พื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวเฉลี่ย 9.80 ไร่ต่อครัวเรือน ผลิตข้าวเหนียวได้ประมาณ 4.925 ตันต่อครัวเรือน เก็บไว้บริโภคในครัวเรือนร้อยละ 29.72 หรือคิดเป็นผลผลิตข้าวที่บริโภค 164.64 กิโลกรัมข้าวสารต่อคน ต่อปี ดังนั้นจึงพบว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียวได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำของรัฐบาลเพียง ร้อยละ 22.5 ของเกษตรทั้งหมด เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ต้องเก็บไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนมีผลผลิต เหลือสำหรับขายในปริมาณไม่มาก ซึ่งเกษตรกรส่วนหนึ่งมีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวหอมมะลิที่ มีราคาสูงกว่า สำหรับผลการศึกษาตลาดข้าวเหนียวในประเทศ พบว่าโรงสีเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดราคา ข้าวเหนียวในประเทศ ซึ่งข้าวเหนียวจากเกษตรกรจะถูกส่งผ่านช่องทางการตลาด 5 ช่องทาง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรและพ่อค้ารวบรวมท้องถิ่นมากที่สุด รองลงมาคือ โรงสี ท่าข้าว และตลาดกลาง ปัจจุบันช่องทางการกระจายข้าวเปลือกเหนียวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ ในอดีตพ่อค้าท้องถิ่นถือเป็น ช่องทางการกระจายข้าวเปลือกเหนียวที่สำคัญที่สุด ผลผลิตมากกว่าร้อยละ 60 จะถูกขายผ่านช่องทางนี้ แต่ปัจจุบันผลของนโยบายรับจำนำข้าวและและการคมนาคมขนส่งที่สะดวกมากขึ้นทำให้เกษตรกรหันไป ขายข้าวให้กับโรงสีโดยตรงเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นโรงสียังทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมข้าวให้กับรัฐบาลใน โครงการรับจำนำ โดยผลผลิตข้าวกว่าหนึ่งในสามเป็นผลผลิตข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล ซึ่งใน สำหรับข้าวเหนียวปริมาณข้าวเหนียวที่เข้าสู่โครงการรับจำนำมีเพียงร้อยละ 5.59 ของผลผลิตข้าวเหนียว ทั้งหมด ในขณะที่ข้าวสารเหนียวทั้งหมดจะถูกแปรรูปโดยโรงสีส่งขายผ่านช่องทางการตลาดสำคัญ 4 ช่องทาง ได้แก่ การส่งขายให้กับพ่อค้าขายส่งข้าวสารในประเทศร้อยละ 52.26 ผลผลิตอีก ร้อยละ 34.97 จะส่งขายให้กับหยงที่เป็นตัวแทน และผลผลิตประมาณร้อยละ 3.54 และ 5.90 จะขายผ่าน ตลาดการค้าสมัยใหม่ (modern trade) และส่งเข้าโรงงานแปรรูป ปัจจุบันโรงสีหลายแห่งปรับตัว กลายเป็นผู้ผลิตข้าวในชื่อการค้าของตนเองและบางแห่งกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวสารเองโดยไม่ต้องผ่าน หยงหรือผู้ส่งออก โดยเฉพาะข้าวเหนียวที่ตลาดส่งออกสำคัญเป็นตลาดข้าวเหนียวคุณภาพในเอเชียทำ ให้กระบวนการติดต่อธุรกิจและการส่งออกไม่ยุ่งยากเหมือนกรณีส่งข้าวหอมมะลิไปสหภาพยุโรปหรือ สหรัฐอเมริกา โดยผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนจะใช้ประโยชน์ในประเทศร้อยละ 86.67 ในขณะที่ตลาดข้าวเหนียวในต่างประเทศมีเพียงร้อยละ 13.33 เท่านั้น ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของราคาโดยใช้ค่าความยืดหยุ่นของการส่งผ่านราคาชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าปริมาณการส่งออกข้าวเหนียวของไทยในแต่ละปีจะสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับผลผลิตข้าวเหนียวทั้ง ประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงราคาข้าวเหนียวในตลาดระดับต่างๆ ทั้งระดับส่งออก ระดับขายส่งกรุงเทพฯ ระดับภูมิภาค และระดับฟาร์มมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลง ราคาข้าวเหนียวในระดับส่งออกจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาข้าวเหนียวในตลาดทุกระดับ และ เกษตรกรยังไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตเองได้ ในขณะที่โครงสร้างตลาดข้าวเหนียวของไทยในตลาดระดับ ภูมิภาคและระดับขายส่งกรุงเทพฯ มีโครงสร้างค่อนข้างแข่งขัน การส่งผ่านราคาในตลาดดังกล่าวเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ แสดงว่าผู้ค้าในทุกระดับแม้กระทั่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวเหนียว ในขณะที่ตลาดข้าวเหนียวในระดับส่งออกมีโครงสร้างการแข่งขันที่น้อยกว่าตลาดในประเทศ ดังนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงราคาข้าวเหนียว คือผู้ส่งออกข้าวเหนียว โดยตลาดส่งออกข้าว เหนียวคุณภาพดีจะมีลักษณะค่อนข้างผูกขาดมากกว่าข้าวคุณภาพต่ำ นั่นคือผู้ส่งออกของไทยสามารถดูดซับ ส่วนเหลื่อมการตลาดในตลาดคุณภาพสูงได้ดีกว่าตลาดข้าวคุณภาพต่ำ แสดงว่าผู้ส่งออกข้าวเหนียวของไทย ยังเป็นผู้นำในการกำหนดราคาข้าวเหนียวในตลาดข้าวเหนียวคุณภาพสูงในระดับส่งออกได้ สำหรับผลการศึกษาการตอบสนองของอุปทานข้าวเหนียว ระบุว่าการผลิตข้าวเหนียวจะได้รับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาข้าวเจ้าและนโยบายของรัฐบาล โดยนโยบายของภาครัฐที่ กำหนดการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวและการพัฒนาระบบชลประทานในช่วงหลายทศวรรษ ที่ผ่านมาได้สร้างความเข้มแข็งให้กับการผลิตข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่มากกว่าการผลิตข้าวเหนียว ทำให้ชาวนา ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวไปปลูกข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่และหันไปปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อการค้า ดังนั้น ปัจจุบันนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐที่ยกระดับราคาข้าวหอมมะลิให้สูงกว่าข้าวเหนียว และยกระดับราคา ข้าวเจ้าพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงในระดับเดียวกับราคาข้าวเหนียว จะส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียว ลดลงและอุปทานข้าวเหนียวในตลาดลดลงตามมา ผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดในหลาย มิติทั้งการขาดแคลนผลผลิตข้าวเหนียวทำให้ราคาข้าวเหนียวในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับ ประชาชนที่มีรายได้ต่ำโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรที่ไม่มีที่นาเป็นของตนเอง รวมทั้งการสูญเสีย ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ดีของประเทศในอนาคต ในขณะที่ไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวมากที่สุดในอาเซียน รองลงมา ได้แก่ สปป.ลาว และเวียตนาม พื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวไทยสูงกว่า สปป.ลาว ประมาณสี่เท่าและ มากกว่าเวียตนามประมาณแปดเท่า โดยประชากรในภูมิภาคอาเซียนนิยมบริโภคข้าวเหนียวเมล็ดยาวที่ มีลักษณะอ่อนนุ่มโดยเฉพาะข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ที่นำเข้าจากประเทศไทยมากที่สุด ในด้านการส่งออก ข้าวเหนียว ประเทศไทยส่งออกข้าวเหนียวเฉลี่ยประมาณสองแสนตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 5 ของ ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งหมด และผลผลิตที่ส่งออกมากกว่าร้อยละ 50 อยู่ในตลาดอาเซียนและตลาดอื่นๆ ในเอเชีย ส่วนปริมาณการส่งออกข้าวเหนียวของไทยในแต่ละปีไม่แน่นอนเพราะประเทศไทยพึ่งพิงตลาด หลักเพียงไม่กี่ประเทศ รวมทั้งยังมีคู่แข่งสำคัญที่ส่งออกข้าวเหนียวในราคาต่ำกว่าไทย ทั้งเวียตนาม และ ปากีสถาน ดังนั้นโครงการรับจำนำข้าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวเหนียวส่งออกไม่มากนักเมื่อเทียบ กับข้าวทั่วไปหรือข้าวหอมมะลิเป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต ในประเทศและความไม่แน่นอนของอุปทานข้าวเหนียวในตลาดทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง หากพิจารณาในแง่ของต้นทุนการผลิตพบว่า ต้นทุนการผลิตข้าวเหนียวของไทยสูงกว่าทั้งคู่แข่งในการ ส่งออกอย่างเวียตนาม และคู่แข่งในเชิงพื้นที่เพาะปลูกเช่น สปป.ลาว โดยต้นทุนการผลิตข้าวเหนียวของ ไทยเฉลี่ยประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ สปป.ลาว และเวียตนามใช้ต้นทุนการผลิตเพียง 5.66 และ 4.30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาข้าวเหนียวส่งออกของไทยสูงกว่าเวียตนามประมาณร้อยละ 30-50 แต่ข้าวเหนียวไทยก็ยังครองส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากกว่าร้อยละ 95 เนื่องจากยังคงรักษาตลาดข้าว เหนียวคุณภาพดี ซึ่งถือเป็นจุดแข็งเพียงอย่างเดียวที่ประเทศไทยได้เปรียบคู่แข่ง ในขณะที่ราคาส่งออก ข้าวเหนียวของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นและสูงกว่าข้าวเหนียวเวียตนามมากก็ทำให้ไทยเสียส่วนแบ่งการตลาด ข้าวเหนียวในตลาดโลกส่วนหนึ่งให้กับเวียตนาม และนอกจากนั้นในอนาคตไทยอาจจะต้องสูญเสียตลาด ข้าวเหนียวให้กับ สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวเหนียวคุณภาพดีตั้งแต่ปี 2556 โดยเฉพาะ ตลาดผู้นำเข้าข้าวเหนียวรายใหญ่ของโลกเป็นประเทศในแถบเอเชีย เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่ อาจจะหันไปซื้อข้าวเหนียวจาก สปป.ลาว และเวียตนามที่มีราคาถูกกว่า จากผลการศึกษาที่กล่าวมา ข้างต้นนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายข้าวเหนียวไทยที่สำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการผลิตข้าวเหนียวไทยในระดับฟาร์ม ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิต ข้าวเหนียวของไทยเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตมากและสูงกว่าต้นทุนการผลิตข้าวเหนียวโดยเปรียบเทียบกับ ประเทศผู้ผลิตสำคัญและคู่แข่งขันการส่งออกอย่างเวียตนามกว่าเท่าตัว สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี ในอัตราที่สูงกว่าปริมาณที่เหมาะสม และต้นทุนค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นควรดำเนินการ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ ให้ความสำคัญกับการจัดทำมาตรการส่งเสริมโครงการปุ๋ยสั่งตัดอย่างต่อเนื่องและ จริงจัง การวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรทดแทนแรงงานคนที่มีประสิทธิภาพ และการลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน เครื่องจักร โดยการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรแก่กลุ่มเกษตรกร ซึ่งการลดต้นทุนการผลิตไม่เพียงแต่ จะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดส่งออกข้าวเหนียวไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นการ เตรียมพร้อมเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ที่ประเทศไทยจะต้องลดภาษีการนำเข้าข้าว จากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเหลือ 0% ต้นทุนการผลิตที่ต่ำจะเป็นกำแพงป้องกันการไหลเข้าของข้าว เหนียวราคาถูกจากต่างประเทศ นอกจากนั้น ควรเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรรายเล็กที่ผลิตข้าวเพื่อบริโภค ในครัวเรือนโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวที่ส่วนใหญ่ผลิตข้าวเพื่อยังชีพ การยกเลิกนโยบายการรับ จำนำข้าวในฤดูนาปรัง และเน้นการพัฒนาการอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนการพึ่งพาตนเอง 2) ข้อเสนอแนะด้านอุปทานและการปรับปรุงโครงสร้างตลาดข้าวเหนียว ซึ่งการดำเนินนโยบาย ด้านข้าวเหนียวควรให้ความสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนเป็นหลัก โดยต้องคำนึงถึง ผลกระทบต่อการผลิตและตลาดข้าวเหนียวจากการกำหนดนโยบายของรัฐเกี่ยวกับพืชอื่นโดยเฉพาะพืช แข่งขันคือข้าวเจ้า และควรให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวควบคู่กับการ พัฒนาการผลิตข้าวเจ้า เพื่อป้องกันปัญหาด้านความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานข้าวในอนาคต เน้น การสร้างความเข้มแข็งให้กลไกการแข่งขันของตลาดข้าวเหนียวระดับท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพ ข้าวเหนียวเพื่อรักษาระดับราคาข้าวเหนียวในตลาดส่งออก จะทำให้เกษตรกรผู้ผลิตข้าวเหนียวใน ประเทศได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาส่งออก 3) ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดส่งออก โดยขยายตลาดใหม่และลดการ พึ่งพิงตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ เน้นการปรับปรุงคุณภาพและรักษาคุณลักษณะความจำเพาะของข้าว เหนียวไทย และการใช้จุดเด่นด้านความหลากหลายทางพันธุกรรมข้าวเหนียวที่มีอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็น เร่งด่วนที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญ รวมทั้งการยกเลิกมาตรการแทรกแซงราคา เพราะการยกระดับราคา ข้าวเหนียวในประเทศสูงขึ้นมากทำให้ไทยเสียส่วนแบ่งการตลาดข้าวให้กับเวียตนามและในอนาคตก็ อาจจะต้องสูญเสียตลาดให้กับ สปป.ลาว

บรรณานุกรม :
อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ . (2557). ข้าวเหนียวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ . 2557. "ข้าวเหนียวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ . "ข้าวเหนียวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ . ข้าวเหนียวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.