| ชื่อเรื่อง | : | การวิจัยและพัฒนากระบวนการประชาสังคมจังหวัดมหาสารคาม |
| นักวิจัย | : | อำนวย ปะติเส |
| คำค้น | : | Civil Society Process , Community strengthening , Mahasarakham , ความเข้มแข็งของชุมชน , ประชาคมจังหวัด , มหาสารคาม |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2543 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4040008 , http://research.trf.or.th/node/968 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยและพัฒนากระบวนการประชาคมจังหวัดมหาสารคามมีวัตถุประสงค์ 5 ประการ คือ ประการ แรก เพื่อสำรวจกระบวนการประชาคมที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามว่าอยู่ในระดับใด ประสบผลสำเร็จใน ด้านใด เพราะปัจจัยใด ประการที่สองเพื่อประสานแนวคิดและกระบวนการประชาคมที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติและ เผยแพร่ให้กว้างขวางขึ้น ประการที่สามเพื่อมุ่งศึกษาบทบาทพระพุทธศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมที่มีต่อ กระบวนการประชาคม ประการที่สี่เพื่อศึกษาระบบความร่วมมือระหว่างประชาคมจังหวัดกับประชาคมในส่วน กลางที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ประการที่ห้าเพื่อวิจัยและพัฒนาระบบของกิจรรมการ สร้างประชาคมและการจัดทำแผนพัฒนาเครือข่ายประชาคมจังหวัดใกล้เคียงให้เหมาะสม และเป็นกระบวนการ เดียวกัน ผลจากการศึกษา พบว่า กระบวนการประชาคมที่มีอยู่ในจังหวัดมหาสารคามก่อนปี 2538 ยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่มุ่งเน้นด้านสังคมสงเคราะห์ มีเพียงกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่มีกระบวนการเคลื่อนไหวอย่างต่อ เนื่องและมีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณะ ทั้งนี้เพราะมีการสนับสนุนจากองค์กรภายนอกแต่ยังไม่มีการเชื่อมโยง การทำงานเครือข่ายในระดับกว้าง เพราะขาดการขยายแนวคิดและไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเชื่อมโยงให้เกิด เครือข่ายได้ จนกระทั่งในปี 2538 ได้เริ่มกระบวนการประชาคมจังหวัดขึ้น โดยการริเริ่มและประสานงาน ของนักการเมืองระดับชาติในพื้นที่ ซึ่งมีแนวคิดและศักยภาพที่จะประสานงานให้เกิดการรวมตัวและจัดตั้งมูล นิธิ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานการสร้างเครือข่ายประชาคมจังหวัดขึ้น ในด้านบทบาทของพระพุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อการกระบวนการประชาคมในจังหวัดนั้นมีไม่มาก เพราะขาดองค์กรประสานงานที่เข้ม แข็งและการที่จะสร้างให้เกิดความเข้มแข็งควรมีระบบความร่วมมือระหว่างประชาคมจังหวัดกับประชาคมส่วน กลางโดยมีศูนย์ประสานงานกลางที่ส่วนกลาง เพื่อทำหน้าที่ศูนย์ข้อมูลและเชื่อมโยงประชาคมทั่วประเทศเพื่อ การพัฒนาเครือข่ายประชาคมจังหวัดและกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงให้เหมาะสม และเป็นกระบวนการเดียวกัน ควร เลือกจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์และสภาพภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกันภายใต้การดำเนินงานของสถาบันการศึกษาจะ เป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการดำเนินงาน ในด้านระบบของกิจกรรมการสร้างประชาคม พบว่าควรเป็นกิจกรรม ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวอยู่ในวิถีชีวิต เพื่อสร้างความสัมพันธ์ก่อนพัฒนาไปสู่การร่วมกันแก้ไขปัญหาชุมชน ภายใต้ การประสานงานกับบุคคลหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับ ส่วนด้านเงื่อนไขและองค์ประกอบการก่อตัวประชาคม พบว่าเป็นเงื่อนไขด้านผลประโยชน์และวัฒนธรรม ซึ่งผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตัว คือ ผู้นำ ในด้านรูปแบบ บริหารและการจัดการที่จะทำให้กระบวนการประชาคมเคลื่อนไปอย่างมีระบบนั้นประกอบด้วย การมีองค์กร ประสานงานที่เป็นอิสระ มีสภาพคล่องตัว มีงบประมาณสนับสนุนประสานงานทุกองค์กร ไม่ปฏิเสธภาครัฐเป็น การทำงานแบบแนวระดับราบ คณะทำงานในองค์กรประสานงานต้องมีบารมี ความรู้ความเชี่ยวชาญ ได้รับ ความเชื่อถือมีเครือข่ายที่จะเชื่อมโยงได้ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และข้อมูลสำหรับด้านอุปสรรคที่ขัดขวาง กระบวนการประชาคม พบว่าข้าราชการยังเข้าใจเรื่องนี้น้อยและผู้ร่วมกิจกรรมยังไม่มั่นใจถึงความต่อเนื่องของ กิจกรรมและการนำความคิดไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลของข้าราชการและเอกชนไม่เป็นระบบ คลาดเคลื่อนและไม่เป็นปัจจุบัน ในส่วนของผู้ประสานงานมีข้อจำกัดเรื่องเวลา รวมทั้งข้อจำกัดในด้านงบ ประมาณในการสนับสนุนกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดการรวมตัวด้วย This research project has the following aims: Firstly to survey social organizations in Mahasarakham Province to determine their level of development and success and the reasons for these factors. Secondly to coordinate and exchange ideas on the actual development of these organizations. Thirdly to study the role of Buddhism, arts and culture in the development of these organizations. Fourthly to study cooperation between social organizations at the provincial and national levels for grater effectiveness and mutual benefit. Fifthly to study and develop systemic work methods to build and plan activities according to a master plan covering Mahasarakham and nearby provinces. The method of research is divided into two parts. The first part involves the study documents, research papers and interviews of individuals involved. The second element involves the holding of seminars, conferences and dissemination of information. Studies showed that social organizations existing in Mahasarakham Province before 1995 were few in number. These were mostly social welfare groups. Only environmental organizations were concerned with public activities. These activities remained unsystematic since there were no organizations with the aim and ability to coordinate them. The situation changed in 1995 when local social organization benefited from the initiatives and coordination of a local member of parliament who represent the province at the national level. This effort aimed to coordinate activities in the unified manner and to set up foundations to coordinate working networks. The role of Buddhism, arts and culture in these organizations remains require a central coordinating centre. This centre would serve as a data pool linked with all organizations nation wide. In order to develop inter-provincial organization in a systematic manner provinces with similar history and geographical conditions should coordinate work through the network of educational institutions. The activities of social organizations should concentrate on issues which affect the daily life of people. This would build up initial relationships before developing further into efforts to solve community problems in coordination of credible individuals and organizations. The conditions and factors affecting the formation of these organizations are mainly concern with benefits and culture. A major factor is leader. The leader has a major influence in establishing the nature of administration and management. The factors which allow a social organization to operate effectively are an independent coordinating body, flexibility, an adequate budget cooperation with government agencies. These organizations work in a horizontal manner without a formal hierarchy. Key members must have knowledge, ability and respect to fulfill their roles. Working in a systematic manner these organizations can coordinate their personnel, budget and information. There are a number of obstacles to the development of these organizations. One is the lack of understanding by government officials. Another is those involved are still not confident about the continuity and non governmental organizations is also hindered by limited and budget. |
| บรรณานุกรม | : |
อำนวย ปะติเส . (2543). การวิจัยและพัฒนากระบวนการประชาสังคมจังหวัดมหาสารคาม.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อำนวย ปะติเส . 2543. "การวิจัยและพัฒนากระบวนการประชาสังคมจังหวัดมหาสารคาม".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อำนวย ปะติเส . "การวิจัยและพัฒนากระบวนการประชาสังคมจังหวัดมหาสารคาม."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2543. Print. อำนวย ปะติเส . การวิจัยและพัฒนากระบวนการประชาสังคมจังหวัดมหาสารคาม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2543.
|
