ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาคเกษตรของไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาคเกษตรของไทย
นักวิจัย : จารึก สิงหปรีชา
คำค้น : Agricultural population Structure , impact , Thai Agricultural Food Security
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5310009 , http://research.trf.or.th/node/8215
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ภาคเกษตรของไทยกล่าวได้ว่ามีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมากว่าหลายทศวรรษที่ผ่าน มา ความสำคัญดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่ภาคเกษตรเป็นแหล่งทรัพยากรผลิตหลักและเป็นแหล่งส่งเสริม ให้เกิดความเชื่อมโยงในด้านการผลิตและการบริโภคระหว่างภาคการผลิตทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาค การเกษตรมาเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างไรก็ตาม ศักยภาพทางเศรษฐกิจภาคเกษตรของไทยยังไม่เข้มแข็ง ประกอบกับปัจจุบันโครงสร้างประชากรของประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กำลังแรงงานในภาคเกษตรซึ่งนับเป็นปัจจัยการผลิตหลักสำหรับการผลิตภาคการเกษตรได้มี จำนวนลดลงเรื่อยๆตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอาจกล่าวได้ว่าการคาดการณ์ถึงผลกระทบ ของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาค การเกษตรไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต ในการศึกษาความมั่นคงในการผลิตอาหารของประเทศ แม้ว่า จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆในหลายส่วนด้วยกัน แต่การศึกษาครั้งนี้จะมุ่งประเด็นในส่วนของการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรกับประเด็นดังกล่าวนี้เป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา รูปแบบและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรในสาขาการผลิตทางด้านธัญพืชที่ สำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง และเพื่อศึกษาถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ประชากรมีการศึกษาที่ สูงขึ้นประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าขึ้น ทำให้มีมาตรฐานการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น ประชากรไทยจึงมีอายุยืนมากขึ้น โดยพบว่าในปี 2552 ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 11.3 ของประชากรทั้ง ประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2543 ถึงร้อยละ 32.36 ส่วนอัตราการเกิดและอัตราการตายของประชากรมี แนวโน้มลดลง จนทำให้ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีบทบาททางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด กล่าวคือ ในปี 2543 ผู้สูงอายุมีกำลังแรงงานรวมร้อยละ 5.8 ของจำนวนกำลังแรงงานทั้งหมด และเพิ่มสูงขึ้น เป็นร้อยละ 9.6 ในปี 2552 แต่หากพิจารณาถึงสัดส่วนกำลังแรงงานผู้สูงอายุเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด พบว่า ในปี 2552 มีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 56.5 ที่ยังคงอยู่ในกำลังแรงงาน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมากจากปี 2543 ที่มี สัดส่วนเพียงร้อยละ 34.2 นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์กันว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอีก เรื่อยๆในอนาคต โครงสร้างประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนี้ เกิดขึ้นในภาคการเกษตรของ ประเทศไทยเช่นกัน สัดส่วนแรงงานผู้สูงอายุในภาคเกษตรเทียบกับแรงงานภาคเกษตรทั้งหมดมีสัดส่วนที่ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.3 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 9.7 ในปี 2550 ในขณะที่จำนวนแรงงานภาคเกษตรกลับลดลง ถึงร้อยละ 7.50 และหากพิจารณาเป็นรายสาขาการผลิตจะพบว่า เมื่อเปรียบเทียบจำนวนแรงงานปี 2553 กับ ปี 2543 แล้ว จำนวนแรงงานผู้ปลูกข้าวลดลงร้อยละ 17.70 ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงร้อยละ 26.89 และผู้ ปลูกมันสำปะหลังลดลงร้อยละ 15.26 การเพิ่มขึ้นของแรงงานสูงอายุและการลดลงของแรงงานภาคเกษตรนี้ แสดงให้เห็นว่าภาคการเกษตรไทยในอนาคตมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาแรงงานสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อออก สำรวจภาคสนามในพื้นที่ต่างๆพบว่า สัดส่วนแรงงานที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปผู้ปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ มันสำปะหลังมีสูงถึงร้อยละ 16.52, 13.27 และ 13.33 ตามลำดับ ผลการศึกษาส่วนหนึ่งของงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจำนวนแรงงานภาค เกษตรซึ่งพบว่า ในปี 2563 แรงงานผู้ผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังจะลดลงร้อยละ 9.77, 46.39 และ 28.44 สัดส่วนการลดลงที่ค่อนข้างสูงของแรงงานเกษตรทั้ง 3 สาขานี้ย่อมส่งผลกระทบต่อ ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร โดยเมื่อวิเคราะห์ด้วยตารางเมตริกซ์บัญชีสังคม (SAM) แล้ว สาขาการผลิตข้าว จะมีปริมาณการผลิตลดลงร้อยละ 4.18 สาขาการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปริมาณการผลิตลดลงร้อยละ 0.20 ส่วนปริมาณการผลิตสาขามันสำปะหลังจะลดลงร้อยละ 0.04 ซึ่งหากเปรียบเทียบกับค่าพยากรณ์ปริมาณการ ผลิตในอนาคตแล้วพบว่า ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรทั้ง 3 สาขานี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2563 ปริมาณการผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังที่พยากรณ์ได้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.37, 1.45 และ 12.04 ตามลำดับ ซึ่งผลการศึกษาส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า หากภาคเกษตรของประเทศไทยยังคงมีจำนวน แรงงานที่ลดลง ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในสาขาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังก็จะลดลง ตามไปด้วย ในขณะที่แนวโน้มการผลิตสินค้าเหล่านี้ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยควรจะเพิ่ม สูงขึ้นในอนาคตเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือการเปิดเขตการค้าเสรี เป็นต้น ยิ่งกว่านั้น เมื่อวิเคราะห์ถึงผลการศึกษาด้านแนวโน้มการบริโภคสินค้าเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าว พบว่า ระดับการบริโภคข้าวของประชากรลดลงค่อนข้างสูงถึงประมาณร้อยละ 10 ในปี 2563 ซึ่งหากเกิด เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนอาหารได้ นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดกับสาขาการผลิต หลัก (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง) ที่ได้กล่าวมายังส่งผลเชื่อมโยงไปถึงสาขาอุตสาหกรรม เกษตรที่ใช้ผลผลิตจากสาขาการผลิตหลักเป็นปัจจัยการผลิต เช่น สาขาแปรรูปผลผลิตการเกษตรอย่างง่าย โรงสีข้าว และการผลิตอาหารสัตว์ อีกด้วย ซึ่งความไม่สอดคล้องด้านอุปสงค์และอุปทานนี้อาจทำให้เกิด ปัญหาความมั่นคงทางอาหารกับประเทศไทยในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม จากเก็บข้อมูลภาคสนามสัมภาษณ์เกษตรกรเกี่ยวกับความคิดเห็นด้านผลกระทบของ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงทางอาหาร พบว่า เกษตรกรเพียงร้อย ละ 26.32 คาดว่าน่าจะเกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในประเทศไทย โดยมีสาเหตุมาจากการขาดแคลน แรงงานภาคเกษตร แต่เกษตรกรอีกร้อยละ 73.68 เชื่อว่าแม้จะขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรก็ไม่น่าจะทำให้ เกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.05 แสดงความคิดเห็นว่า การเกษตรสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ ส่วนเกษตรกรร้อย ละ 31.58 จะใช้การจ้างแรงงานจากนอกภาคเกษตรหรือแรงงานต่างประเทศแทนแรงงานในภาคเกษตรที่ สูงอายุ นอกจากนี้ เกษตรกรร้อยละ 10.53 จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำการเกษตรโดยจะปลูกพืชชนิดอื่น เสริมนอกจากการปลูกพืชหลัก หรือเปลี่ยนไปปลูกไม้ยืนต้นแทน เพราะจะใช้แรงงานรวมทั้งเวลาในการ ดูแลรักษาน้อยกว่า ส่วนความคิดเห็นด้านสาเหตุของการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่คิดเป็น ร้อยละ 63.16 ให้ความเห็นว่าเรื่องของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ส่วนเกษตรกร เพียงร้อยละ 36.84 ในกลุ่มตัวอย่างนี้กล่าวว่าการที่มีประชากรภาคเกษตรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุให้ เกิดปัญหาการลดลงของแรงงานภาคเกษตร นอกจากนี้เกษตรกรร้อยละ 57.89 คิดว่าสาเหตุหลักของการขาด แคลนแรงงานน่าจะเป็นเรื่องของการที่คนรุ่นใหม่ออกนอกภาคเกษตร เนื่องจากได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น ทำ ให้เข้าสู่สายงานที่ตนได้เรียนมา ซึ่งไม่ใช่สายการเกษตร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยรัฐบาลอาจให้ ทุนวิจัยเพื่อศึกษาและพัฒนาเครื่องจักรกลทางการเกษตร 2. ให้การคุ้มครองพื้นที่ทำการเกษตร โดยออก พ.ร.บ.คุ้มครองเขตพื้นที่ที่จำเป็นต้องสงวนไว้เพื่อ การเกษตร โดยห้ามเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทำการเกษตรดังกล่าวไปทำการผลิตสินค้านอกภาคเกษตร รวมทั้งบูรณาการกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับ ทรัพย์สินทางปัญญาด้านพืชและสิ่งมีชีวิต ร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นโยบาย ปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น 3. สนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช โดยมุ่งเน้นสนับสนุนให้เกษตรกรเป็นนัก ปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืช แทนที่จะรวมศูนย์การวิจัยอยู่เพียงแต่หน่วยงานของรัฐบาล 4. ส่งเสริมวิถีการผลิตเพื่อบริโภคให้มากขึ้น ผลักดันระบบรองรับเพื่อเอื้ออำนวยให้คนผลิตเพื่อ บริโภคเอง และไม่ควรปล่อยให้ระบบการผลิตและกระจายอาหารถูกผูกขาดโดยพ่อค้าคนกลาง 5. เน้นการลงทุนทางการเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 1. ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่สามารถนำมาใช้ได้ยังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะข้อมูลจำนวนแรงงาน ภาคเกษตรจำแนกตามรายสาขาการผลิต จึงต้องมีการคำนวณขึ้นมาเองโดยใช้สัดส่วนต่างๆ ซึ่งทำ ให้ข้อมูลที่คำนวณมาได้อาจจะมีค่าที่แตกต่างจากข้อมูลจริง การพยากรณ์ค่าต่างๆเหล่านี้จึงอาจมี ความคลาดเคลื่อนบ้าง 2. เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบจำลองเมตริกซ์บัญชีสังคมที่มีลักษณะเป็น static มีข้อสมมติคือ โครงสร้างการใช้ปัจจัยการผลิตไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผลกระทบที่วิเคราะห์ได้จึงมีลักษณะเป็นเชิง เส้นตรง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างการใช้ปัจจัยการผลิตอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ การศึกษา ครั้งต่อไปจึงควรใช้แบบจำลองที่มีลักษณะ dynamic ซึ่งน่าจะทำให้ผลการศึกษาใกล้เคียงความเป็น จริงมากขึ้น Agricultural sector has played a crucial role for economic development in Thailand throughout many decades. It has been the main and supplementary resources to link between production and consumption in both agricultural and non-agricultural sectors. However, agricultural economic potential has not been strong including to demographic structure in Thailand becomes to aging society at present while agricultural labours who are the main production factor for agricultural production, are declining continuously due to the demographic structural change. Therefore, prediction of impacts of demographic structural change on food security has importantly become a major issue in Thailand. The objectives for this study are to study characteristics and trends of demographic structural change in main cereal production sectors such as rice, maize and cassava and also to study the impacts of demographic structural change on food security. The economic and social development in the past has brought higher education and also improved medical technology to Thai population. These help enhance health standard that makes longevity to people. In 2552, aging population increased to 11.3 percent of whole population in Thailand but birth rate and death rate has a decreasing trend, therefore, aging people have more important role in society especially in labour force. In 2543, aging population possessed 5.8 percent of whole labour and grew significantly to 9.6 percent in 2552. Furthermore, 56.5 percent of aging people worked as labour force that increased substantially from 34.2 percent in 2543 and projected that the number of aging people in Thailand would go up in the future. The agricultural sector has also entered the aging society. Proportion of aging agricultural labour compared to whole agricultural labour increased from 7.3 percent to 9.7 percent in 2550 while agricultural labour decreased by 7.5 percent. When considering each production sector separately, it is found that the number of labour for rice, maize and cassava have declined by 17.70, 26.89 and 15.26 respectively. The rise of aging labour shows that agricultural sector would increasingly rely on aging labour and it is found that proportion of over 60 age labour for rice, maize and cassava are 16.52, 13.27 and 13.33 respectively. Some finding of this study reveals a trend of change of agricultural labour, in 2563 labour for rice, maize and cassava production would possibly fall by 9.77, 46.39 and 28.44 percent respectively. The considerable decrease affects production quantity and when analysing with Social Accounting Matrix (SAM) it is found that the rice sector will decrease in production quantity about 4.18 percent, the maize sector will fall about 0.20 and the cassava sector will go down by 0.04 percent. When comparing to predicted production quantity, an increasing trend is discovered. The production quantity of rice, maize and cassava will rise by 18.37, 1.45 and 12.04 respectively in 2563. It could be explained that if agricultural labour still decrease, the production quantity in each sector will also fall despite it should increase for supporting situations such as ASEAN community and Free Trade Agreement. Moreover, when analysing the trend of agricultural consumption, it is found that rice consumption level plunges about 10 percent in 2563. That means food shortage might occur in the future. Besides, the impacts also link to agro-industry sectors which use agricultural commodities as intermediate factors such as simply processed food sector, mills and fodder production sector. The finding from interviewing farmers their opinion about the impacts of demographic structural change on food security shows that 26.32 percent anticipate that there might be the food insecurity in Thailand caused by agricultural labour deficiency. Nevertheless, the rest believes that even though the labour shortage occurs, there would not be the situation of food insecurity. 21.05 percent gave their opinion that modern agricultural activities have no necessity to employ many labours, machines could replace them. 31.58 percent would employ non-agricultural or foreign labour to replace aging labour. In addition to this, 10.53 percent would adjust agriculture methods by growing other plants together with main crops or changing to grow perennial plants because less labour and time would be comsumed. Opinions about causes of labour deficiency are revealed that the rise in aging population does not cause the labour deficiency by 63.16 percent of farmers interviewed. However, 36.84 percent left stated that labour deficiency is the result from the increase in aging population. Besides, 57.89 percent informed that main cause of labour deficiency is that new generation leave the agricultural sector due to higher education. Policy recommendation 1. Enhance agricultural production efficiency by developing agricultural technology. Government should support research scholarships for machine technology development. 2. Protect agricultural area by announcing regulations including to issuing intellectual property laws concerning plants and creatures. 3. Support and promote researches for developing crop seed by focus on farmers to become researchers themselves. 4. Support more production for consumption and emphasize sufficient production. 5. Emphasize agricultural investment with foreign countries. Recommendation for next studies 1. Data resources particularly agricultural labour are inadequate, many data have to be estimate academically. Therefore, the outcome data might probably be different from the real data and this might make errors. 2. Social Accounting matrix (SAM) is typically “static” economic model and has an assumption “fixed coefficient” meaning unchanged input structure, therefore, the results shows linear characteristic. Realistically, input structure might change, next studies should select “dynamic” economic model to derive realistic results.

บรรณานุกรม :
จารึก สิงหปรีชา . (2557). ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาคเกษตรของไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารึก สิงหปรีชา . 2557. "ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาคเกษตรของไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จารึก สิงหปรีชา . "ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาคเกษตรของไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
จารึก สิงหปรีชา . ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรภาคการเกษตรที่มีต่อความมั่นคงในการผลิตอาหารของภาคเกษตรของไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.