| ชื่อเรื่อง | : | ความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาว มวลสารและปริมาณของเหลว โดยวิธีทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด |
| นักวิจัย | : | วัลนิกา ฉลากบาง |
| คำค้น | : | ความจำ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | โยธิน ศันสนยุทธ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2522 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18087 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522 การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาวมวลสารและปริมาณของเหลวในเด็กที่มีอายุระหว่าง 5.5-11 ปี โดยใช้วิธีการฝึกแบบทำให้เกิดความขัดแย้งทางด้านความคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 112 คน ของโรงเรียนวัดหัวลำโพง สังกัดกรุงเทพมหานคร ขั้นตอนในการทำวิจัยเรื่องนี้มี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (การทดสอบครั้งแรก) กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามจำนวน 4 ชุด เป็นรายบุคคลคือ แบบทดสอบการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับมวลสาร แบบทดสอบการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับปริมาณของเหลว แบบทดสอบอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาวของไม้สองอัน และแบบทดสอบการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาวของไม้หลายอัน ตามลำดับ หลังจากนั้นผู้ทำการทดสอบจะแบ่งผู้รับการทดสอบตามความสามารถในการอนุรักษ์ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ กลุ่มละ 28 คน คือกลุ่มที่ไม่มีมโนทัศน์ในการอนุรักษ์ กลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อ กลุ่มที่มีมโนทัศน์ในการอนุรักษ์และกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก ส่วนผู้ที่ไม่ถูกจัดเข้ากลุ่มดังกล่าวข้างต้น จะทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ในการฝึก ระยะที่ 2 (ระยะฝึก) นำกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มต่างๆ มาเข้ารับการฝึกโดยให้ตอบคำถามและให้เหตุผลที่ขัดแย้งกับคำตอบและเหตุผลเดิมที่กลุ่มตัวอย่างเคยตอบมาก่อนในการทดสอบครั้งแรก สำหรับกลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มละ 14 คน เพื่อรับการฝึกที่ต่างกัน คือ กลุ่มหนึ่งคือได้รับคำตอบที่ถูก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับคำตอบที่ผิด ระยะที่ 3 (ทดสอบครั้งที่ 1 หลังการฝึก) หลังการฝึกของแต่ละกลุ่มเสร็จลงเป็นเวลา 15 นาที กลุ่มตัวอย่างจะต้องตอบแบบทดสอบเป็นครั้งที่ 2 ด้วยแบบทดสอบชุดเดียวกับการทดสอบครั้งแรก และกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกก็จะเข้ารับการทดสอบด้วย ระยะที่ 4 (ทดสอบครั้งที่ 2 หลังการฝึก) หลังการฝึกในระยะที่ 2 เสร็จสิ้นลงเป็นเวลา 7 วัน กลุ่มตัวอย่างในทุกๆ กลุ่มก็จะต้องตอบแบบทดสอบเป็นครั้งที่ 3 ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบทั้ง 3 ครั้งได้ถูกนำมาวิเคราะห์หาค่ามัชฌิมเลขคณิตและเปรียบเทียบความแตกต่างของค่ามัชฌิมเลขคณิตด้วยค่าที (t-test) ผลการวิจัยปรากฏว่า กลุ่มที่ไม่มีมโนทัศน์ในการอนุรักษ์และกลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อที่ได้รับการฝึกให้ตอบคำถามและให้เหตุผลแบบมีมโนทัศน์ในการอนุรักษ์หรือได้รับการฝึกด้วยคำตอบที่ถูกมีความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่กลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อที่ได้รับการฝึกให้ตอบคำถามและให้เหตุผลแบบไม่มีมโนทัศน์ในการอนุรักษ์หรือได้รับการฝึกด้วยคำตอบที่ผิดไม่พบความก้าวหน้าของความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเช่นเดียวกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกสำหรับกลุ่มที่ไม่มีมโนทัศน์ในการอนุรักษ์ไม่พบการถอยหลังในความสามารถในการอนุรักษ์ความคิด |
| บรรณานุกรม | : |
วัลนิกา ฉลากบาง . (2522). ความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาว มวลสารและปริมาณของเหลว โดยวิธีทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วัลนิกา ฉลากบาง . 2522. "ความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาว มวลสารและปริมาณของเหลว โดยวิธีทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วัลนิกา ฉลากบาง . "ความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาว มวลสารและปริมาณของเหลว โดยวิธีทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522. Print. วัลนิกา ฉลากบาง . ความสามารถในการอนุรักษ์ความคิดเกี่ยวกับความยาว มวลสารและปริมาณของเหลว โดยวิธีทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2522.
|
