| ชื่อเรื่อง | : | ความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรุงเทพมหานคร |
| นักวิจัย | : | ธีรพล เกษมสุวรรณ |
| คำค้น | : | กิจกรรมทางการเมือง , ความรู้สึกเมินห่างทางการเมือง -- ไทย , การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง , กรุงเทพฯ -- ประชากร |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2529 |
| อ้างอิง | : | 9745668966 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18849 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ร.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529 ในการวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์ที่จะศึกษาถึงความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชากรในกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดตัวแปรอิสระคือ เพศ อายุ เชื้อชาติ การศึกษา อาชีพ รายได้ และระยะเวลาที่อยู่ในกรุงเทพฯ ตัวแปรตาม คือ ความรู้สึกเมินห่างทางการเมือง กับ การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ประกอบด้วย ประชากรในเขตกรุงเทพมหานครที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยแบ่งออกตามประเภทอาชีพ ดังนี้ ข้าราชการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจเอกชน ครูหรืออาจารย์ กรรมกรหรือผู้ใช้แรงงาน นิสิตนักศึกษา อาชีพอิสระ และพวกที่ไม่มีงานทำหรือว่างงาน จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 400 ราย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า 1. โดยทั่วไปประชากรในกรุงเทพมหานครมีความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองใ นระดับปานกลางค่อนข้างสูง โดยความรู้สึกไร้บรรทัดฐานทางการเมืองและไร้ความหมายทางการเมืองมี ค่าเฉลี่ยสูง ความรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองและเหินห่างทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยค่อนข้ างสูง และความรู้สึกโดดเดี่ยวทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยปานกลาง 2. ความคิดเห็นของประชากรในกรุงเทพฯ ที่มีต่อประเด็นทางการเมืองต่างๆ พบว่า โดยทั่วไปยังเห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังคงมีประสิทธิภาพใ นการแก้ปัญหาของบ้านเมือง (ไม่ว่าจะรู้สึกเมินห่างทางการเมืองระดับใด) หลักการปกครองโดยเสียงข้างมากยังไม่ค่อยจะมีความเหมาะสมกับบ้านเมื องของเราเท่าใดนัก เห็นว่าไม่ค่อยได้รับความเสมอภาคทางกฎหมายหรือทางการเมือง (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รู้สึกเมินห่างของการเมืองต่ำ) มีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญช่วยให้การปกครองมีความมั่นคงได้ค่อนข้างน้อ ย (ในกลุ่มผู้รู้สึกเมินห่างของการเมืองปานกลาง) ยังเห็นความสำคัญหรือประโยชน์ของการเลือกตั้งผู้บริหาร กทม. ที่มีขึ้น (ไม่ว่าจะรู้สึกเมินห่างทางการเมืองระดับใด) ขณะเดียวกันก็มีความเห็นว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองของไทยทุกวัน นี้ไม่มีหรือเกือบจะไม่มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของ ประชาชน (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รู้สึกเมินห่างของการเมืองสูง) ส่วนความคาดหวังต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาของประเทศนั้นยังคงมีความห วังพอสมควร และให้ความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาของประเทศโดยวิถีทางรัฐสภาในปัจจุ บัน (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รู้สึก เมินห่างของการเมืองสูง) และมีความเห็นว่าการช่วยเหลือบริการของหน่วยงานราชการที่ไปติดต่ออ ยู่ในระดับดีพอสมควร (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รู้สึกเมินห่างของการเมืองต่ำ) 3. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองข องประชากรในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ การศึกษา รายได้ และระยะเวลาที่อยู่ในกรุงเทพฯ กล่าวคือ 3.1 ผู้มีการศึกษาระดับกลางจะรู้สึกเมินห่างทางการเมืองสูง ขณะที่ผู้มีการศึกษาสูงจะรู้สึกเมินห่างทางการเมืองต่ำ และพบว่าผู้มีการศึกษาต่ำจะรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองและไร้ความหมาย ทางการเมืองสูง 3.2 ผู้ที่รายได้ต่ำกว่ามีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยวทางการเมือง ไร้อำนาจทางการเมืองและเหินห่างทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งผู้ที่รายได้สูงจะรู้สึกไร้ความหมายทางการเมืองต่ำกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ 3.3 ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ในเวลาสั้นๆ จะรู้สึกเมินห่างทางการเมืองโดยเฉพาะด้านไร้ความหมายทางการเมืองสูงก ว่าผู้ที่อยู่อาศัยนานมากกว่า ซึ่งพวกนี้จะมีแนวโน้มที่รู้สึกเหินห่างทางการเมืองลดต่ำลง 3.4 นอกจากนี้ยังพบว่า เพศหญิงจะรู้สึกไร้อำนาจทางการเมือง ไร้ความหมายทางการเมืองและไร้บรรทัดฐานทางการเมืองสูงกว่าเพศชาย และผู้มีอายุสูงจะรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองสูง ขณะผู้ที่มีอายุปานกลางและต่ำจะรู้สึกไร้อำนาจทางการเมืองปานกลาง 4. ความแตกต่างในความรู้สึกเหินห่างทางการเมืองจะมีความสัมพันธ์กับการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะผกผันระดับปานกลาง ซึ่งผลในทางทฤษฎีและความเป็นจริง สภาพการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในด้านการไม่เข้าเป็นสมาชิกหรือสังกัดกลุ่มองค์กรใดๆ ทางสังคม-การเมือง ความตั้งใจจะไม่ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในคราวต่อไป การรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้ง การติดตามข่าวสารการเมือง และการไม่เคยไปติดต่อกับทางราชการเพื่อให้แก้ปัญหาของตนเองหรือชุม ชน 5. ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ระหว่างความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ผู้บริหารกรุงเทพฯ ที่มีขึ้น การชุมนุมประท้วงและการนิ่งเฉยต่อปัญหาของบ้านเมือง นอกจากนี้ยังพบว่า คนกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยแล้วรู้สึกไม่ไว้วางใจทางการเมืองสูง ไม่ศรัทธาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันค่อนข้างสูง ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวสัมพันธ์กับความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองในทางบวก ระดับสูงและปานกลางตามลำดับ |
| บรรณานุกรม | : |
ธีรพล เกษมสุวรรณ . (2529). ความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรุงเทพมหานคร.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีรพล เกษมสุวรรณ . 2529. "ความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรุงเทพมหานคร".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีรพล เกษมสุวรรณ . "ความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรุงเทพมหานคร."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529. Print. ธีรพล เกษมสุวรรณ . ความรู้สึกเมินห่างทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2529.
|
