ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาทางระบาดวิทยาของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่นและการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาทางระบาดวิทยาของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่นและการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก
นักวิจัย : ศรีเวียง ไพโรจน์กุล
คำค้น : การทารุณกรรม , จังหวัดขอนแก่น , พฤติกรรมเสี่ยง , ระบบคุ้มครองเด็ก , ระบาดวิทยา , เด็ก
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDC4840009 , http://research.trf.or.th/node/7932
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ปัญหาการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็ก รวมถึงปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็กวัยรุ่น เป็น ปัญหาที่มีความรุนแรงในระดับสูง ขนาดความรุนแรงของปัญหาการทารุณกรรมและละเลยทอดทิ้ง เด็กในประเทศไทยยังไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่ชัด ตัวเลขของอุบัติการณ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ ได้มาจากหน่วยงานคุ้มครองเด็ก ซึ่งมีรายละเอียดของการเก็บข้อมูลแตกต่างกัน การวางแผนกลยุทธ์ เพื่อการคุ้มครองเด็กจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องที่สามารถทำให้เห็นขนาดและชนิดของปัญหา รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการป้องกัน งานวิจัยชุดโครงการนี้ เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อให้เห็นขนาดปัญหาของการทารุณกรรม ละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่น ศึกษาชนิดและปัจจัยเสี่ยงเพื่อหา แนวทางการจัดบริการและการแก้ไขป้องกันปัญหา งานวิจัยชุดโครงการนี้ประกอบด้วย 3โครงการ ย่อย โครงการที่ 1 : การศึกษาคำจำกัดความของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในบริบทของ สังคมไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพเพื่อหาคำจำกัดความของการทารุณกรรมและละเลย ทอดทิ้งเด็กเพื่อนำมาใช้เป็นบัญทัดฐานและนำมาใช้ในการเก็บข้อมูล โดยการสำรวจความคิดเห็น เกี่ยวกับความหมายของการทารุณกรรมและละเลยทอดทิ้งเด็กจากกลุ่มวิชาชีพที่ทำงานด้านคุ้มครอง เด็กและประชาชนทั่วไป โครงการที่ 2 : การทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก ในชุมชน : การศึกษาอุบัติการณ์และการศึกษาเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อ ศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กที่ เกิดขึ้นในระดับชุมชนในจังหวัดขอนแก่น โดยการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้าเพื่อเก็บอุบัติการณ์ และปัจจัยเสี่ยง เพื่อหาแนวทางในการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมและละเลย ทอดทิ้งในระดับชุมชน โครงการที่ 3 : ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการถูกทารุณกรรมละเลย ทอดทิ้งและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่น : ศึกษาในเด็กนักเรียน ผู้เลี้ยงดู ครูและ ผู้นำ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบโดยใช้แบบสอบถาม การทำสนทนากลุ่ม เพื่อหาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการถูกทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งและ พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของเด็กนักเรียนในจังหวัดขอนแก่น ศึกษาผลกระทบและวิธีการจัดการกับ ปัญหาของเด็ก ผู้เลี้ยงดู ผลการศึกษา ในความเห็นและความเข้าใจของนักวิชาชีพที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก การฝึกระเบียบวินัยโดยการตียังเป็นที่ยอมรับ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้เกิดบาดแผล ฎ ฏ หรือการบาดเจ็บของร่างกายเด็ก แต่เมื่อใดที่มีการใช้อุปกรณ์เช่น ไม้บรรทัดหรือไม้เรียวทั้งกลุ่ม วิชาชีพและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นการทารุณกรรมร่างกาย การวินิจฉัยการ ทารุณกรรมทางเพศทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นการทารุณกรรมที่รุนแรง ประชาชนมี ความไวในการวินิจฉัยการทารุณกรรมและทอดทิ้งเด็กมากกว่านักวิชาชีพ ผู้วิจัยมีความเห็นว่านัก วิชาชีพมักต้องพิจารณาเรื่องของหลักฐานที่ปรากฎ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าแทรกแซงให้ การดูแลช่วยเหลือ ในความเห็นของนักวิชาชีพด้วยกันรวมถึงความเห็นของประชาชนทั่วไป มี ความเห็นสอดคล้องกันว่าครูและนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ที่มีความไวในการวินิจฉัยการทารุณ กรรมละเลยทอดทิ้งเด็กมากที่สุด และมีความเห็นตรงกันว่าตำรวจมีความไวน้อยที่สุด ปัญหาการ ทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในขอนแก่นมีอุบัติการณ์และความชุกสูง อุบัติการณ์ที่ได้รับการ รายงานอย่างเป็นทางการจากศูนย์พึ่งได้พบ 0.62/1000/ปี ในขณะที่พบอุบัติการณ์ในชุมชน 232/1000/ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุก 1 กรณี ที่พบเด็กถูกทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งที่มารับบริการที่ ศูนย์พึ่งได้ เราจะพบว่ามีเด็กที่ถูกกระทำทารุณอยู่ในชุมชนถึง 710 กรณี ดังนั้นรายงานอุบัติการณ์ จากศูนย์พึ่งได้ทั้งประเทศในปี 2549 ซึ่งพบมีเด็กถูกกระทำทารุณ 7164 ราย อาจอนุมานได้ว่าในแต่ ละปีมีเด็กถึง 2.7 ล้านคนที่ถูกกระทำทารุณและละเลยทอดทิ้ง การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงขนาดของ ปัญหาที่มีขนาดใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไข เด็กในจังหวัดขอนแก่นมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงเรื่องของ การเล่นพนัน การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา รวมถึงปัญหาการเรียน การที่บิดามารดาทำงานต่างถิ่นทำ ให้มีความเสี่ยงสูงในการที่เด็กถูกละเลยทอดทิ้งและได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม ปัจจัยเสี่ยงของ การทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กในจังหวัดขอนแก่นพบว่าการดื่มสุราและการใช้ความรุนแรงใน บิดาเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการทารุณกรรมร่างกายและการทารุณ กรรมทางอารมณ์ต่อเด็ก เด็กวัยเรียนมีปัญหาถูกทารุณกรรมร่างกายสูงจากการที่บิดาใช้ความ รุนแรงในครอบครัวรวมถึงการฝึกระเบียบวินัยที่ใช้การตี เด็กโตและวัยรุ่นมีปัญหาถูกทารุณกรรม ทางอารมณ์สูงจากการความรุนแรงในครอบครัว จากการที่บิดามารดามีอารมณ์รุนแรงและขี้โมโห มีการทะเลาะเบาะแว้งและขาดความอบอุ่นในครอบครัว ยังมีความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ อีก ซึ่ง ได้แก่ความรุนแรงในหมู่เด็กด้วยกันเอง โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่น ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข 1) ควรมีระบบการเก็บข้อมูลที่ช่วยในการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อให้ มองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น ทราบปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยที่ช่วยป้องกันการกระทำทารุณละเลย ทอดทิ้งเด็ก ระยะยาวรัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหานี้โดยจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองเด็ก โดยเฉพาะ โดยมีบุคลากรที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ที่ทำหน้าที่ทั้งรับรายงาน ตรวจสอบ ให้ ก า ร ส ง เ ค ร า ะ ห์ คุ้ ม ค ร อ ง แ ล ะ ติ ด ต า ม อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง 2) การคุ้มครองช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมละเลยทอดทิ้ง ควรมีการพัฒนา ทีมสหวิชาชีพที่ให้การบำบัดดูแลเด็กที่ถูกทารุณกรรมทอดทิ้งให้มีประสิทธิภาพ ควรมีการจัดทำ คู่มือการปฏิบัติงานและการประสานงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัวและ ฐ ความรวดเร็วในการทำงาน ควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการดูแลบำบัดฟื้นฟู เด็กที่ถูกทารุณกรรมและ ละเลยทอดทิ้งอย่างเป็นระบบ รวมถึงต้องจัดศูนย์หรือจุดที่รับแจ้งเหตุ มีทีมงานที่พร้อมจะ ดำเนินการลงตรวจสอบและให้การสงเคราะห์และคุ้มครอง ในส่วนของการบำบัดฟื้นฟูควรมีการ พัฒนาบุคลากรในศูนย์พึ่งได้ให้มีศักยภาพในการประเมินและให้การดูแลช่วยเหลือเด็กและ ครอบครัว นอกจากนี้การสร้างเครือข่ายส่งต่อเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้การบริการได้ครบวงจร 3) การ ตรวจกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงและให้การสงเคราะห์หรือคุ้มครองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทารุณ กรรมละเลยทอดทิ้งเด็ก เช่นโปรแกรมการตรวจกรองครอบครัวเพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง การจัดบริการ แก่มารดาและเด็ก การพัฒนาคู่มือตรวจสอบและพัฒนาตัวชี้วัดที่ช่วยตรวจกรองการทารุณกรรม และทอดทิ้งเด็กที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถใช้ได้ง่าย การจัดระบบคัดกรองกลุ่มเสี่ยงใน โรงเรียน โปรแกรมการสอนให้เด็กแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง การสอนเพศศึกษาที่เหมาะสม แก่เด็กวัยรุ่น การจัดบริการที่เด็กสามารถเข้าถึงและให้ความไว้วางใจในการมาปรึกษาปัญหาหรือขอ ความช่วยเหลือ นอกจากนี้โรงเรียนควรมีระบบคุ้มครองเด็กที่ได้ถูกทารุณกรรมละเลยทอดทิ้ง 4) การป้องกันที่ครอบคลุมประชากรทั้งหมด ซึ่งการทำงานในจุดนี้อาศัยชุมชนเป็นหน่วยงานที่สำคัญ ในการดำเนินงาน มีการส่งเสริมและรณรงค์การยุติการดื่มสุราซึ่งเป็นปัจจัยของความรุนแรงที่พบ จากการศึกษานี้ การส่งเสริมเรื่องการไม่เล่นการพนัน การรณรงค์ยุติความรุนแรงโดยให้ชุมชนเห็น ปัญหาที่เกิดจากความรุนแรง ส่งเสริมให้มีอาสาสมัครป้องกันความรุนแรง ส่งเสริมให้มีพื้นที่ทีดี และจำกัดพื้นที่เสี่ยงในชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนเห็นความสำคัญของเด็ก 5) การสนับสนุนในส่วน ภาครัฐ การจัดการบริการการสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่มีประสิทธิภาพและการดูแล อย่างต่อเนื่อง การจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย -

บรรณานุกรม :
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . (2557). การศึกษาทางระบาดวิทยาของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่นและการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . 2557. "การศึกษาทางระบาดวิทยาของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่นและการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . "การศึกษาทางระบาดวิทยาของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่นและการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2557. Print.
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล . การศึกษาทางระบาดวิทยาของการทารุณกรรมละเลยทอดทิ้งเด็กและพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กในจังหวัดขอนแก่นและการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557.