| ชื่อเรื่อง | : | การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน : ศึกษากรณี พรบ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 |
| นักวิจัย | : | พร้อมพันธ์ ครบตระกูลชัย |
| คำค้น | : | พยานบุคคล -- ไทย , สิทธิผู้ต้องหา , พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | อภิรัตน์ เพ็ชรศิริ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะนิติศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/15972 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552 ปัญหาเกี่ยวกับการกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานมีหลายประการ เช่น การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานในคดีร้ายแรง อาจมีการฆ่าปิดปากผู้ร่วมกระทำความผิดบางราย การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานในบางกรณีอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ดุลพินิจในการเลือกผู้ต้องหาที่จะถูกกันไว้เป็นพยานระหว่างเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และพนักงานอัยการในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม หรือพยานที่ถูกกันไว้ อาจจงใจไม่ให้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่คดี เป็นต้น นับแต่มีการตั้ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. มีการนำมาตรการการกันตัวผู้ต้องหาไว้เป็นพยานในคดีทจริตคอรัปชั่นเพียงคดีเดียว การนำมาตรการการกันตัวบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานนั้นใช้กันอยู่แพร่หลายในนานาประเทศ ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีการทุจริตน้อยที่สุดอันดับหนึ่งและอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตามลำดับ และในอีกหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย หรือบรูไน ได้มีการวางมาตรการในการกันตัวบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาเป็นพยานในคดีทุจริตคอรัปชั่นโดยเฉพาะ โดยได้มีการกำหนดรายละเอียดของกฎหมาย วิธีการ ลักษณะและขอบเขตของอำนาจเจ้าหน้าที่ในการกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน และมาตราการในการคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ในฐานะพยาน ผู้วิจัย เสนอแนะว่า การกำหนดมาตรการการกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาเป็นพยานในประเทศไทยควรได้รับการปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่อง การแบ่งอำนาจระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการกันตัวเป็นพยานให้มีความชัดเจน และเรื่องบทบัญญัติ ที่จะช่วยคุ้มครองสวัสดิภาพของบุคคลหรือผู้ที่ถูกกันไว้เป็นพยานในกรณีที่บุคคลที่ถูกกันเป็นพยาน ให้การไม่เป็นประโยชน์ต่อคดีในภายหลัง หรือให้การเป็นประโยชน์ต่อคดีแล้วแต่ภายหลังเจ้าหน้าที่กลับดำเนินคดีกับบุคคลนั้นอีก ผู้วิจัยเชื่อว่าการปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายจะส่งผลในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าพนักงานและเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการกระทำการทุจริตในภาครัฐได้ต่อไป |
| บรรณานุกรม | : |
พร้อมพันธ์ ครบตระกูลชัย . (2552). การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน : ศึกษากรณี พรบ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พร้อมพันธ์ ครบตระกูลชัย . 2552. "การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน : ศึกษากรณี พรบ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พร้อมพันธ์ ครบตระกูลชัย . "การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน : ศึกษากรณี พรบ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print. พร้อมพันธ์ ครบตระกูลชัย . การกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยาน : ศึกษากรณี พรบ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.
|
