ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสร้างระบบยีสต์ทูไฮบริดสำหรับศึกษาไฟโตเอสโตรเจนในพืชสมุนไพรไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสร้างระบบยีสต์ทูไฮบริดสำหรับศึกษาไฟโตเอสโตรเจนในพืชสมุนไพรไทย
นักวิจัย : สินีนาฏ ศิริ
คำค้น : ยีสต์ทูไฮบริด , สมุนไพรไทย , ไฟโตเอสโตรเจน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=MRG5080179 , http://research.trf.or.th/node/6303
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ยีสต์ทูไฮบริดที่สร้างขึ้นในงานวิจัยนี้เป็นเซลล์ยีสต์ Y187 ที่มีพลาสมิด 2 ชนิด คือ pGAD-SRC1 และ pGBK-ER ซึ่งสามารถผลิตโปรตีนสายผสม AD-SRC1 และ BD-ER และมียีนรายงานคือ -galactosidase gene โดยยีสต์ทูไฮบริดสามารถตรวจวัดเอสโตรเจนแอคติวิตีของตัวอย่างที่ต้องการทดสอบได้ หากตัวอย่างดังกล่าวสามารถจับกับเอสโตรเจนรีเซฟเตอร์ (โปรตีน BD-ER) ซึ่งมีผลให้โปรตีน AD-SRC1 สามารถเข้าจับกับเอสโตรเจนรีเซฟเตอร์ได้และทำให้เกิดการแสดงออกของยีน-galactosidase ซึ่งสามารถวัดได้ผลผลิตที่เกิดจากการเปลี่ยนสารตั้งต้น ONPG เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสีเหลืองที่วัดค่าได้จากการดูดกลืนแสงที่ 420 nm จากการตรวจสอบยีสต์ทูไฮบริดที่ได้ในการวัดเอสโตรเจนแอคติวิตีของสารมาตรฐาน 17-estradiol พบว่าสามารถตรวจวัดได้ในช่วงความเข้มข้น 10-10 – 10-4 M เมื่อใช้ยีสต์ทูไฮบริดในการตรวจวัดเอสโตรเจนแอคติวิตีของสารสกัดหยาบของสมุนไพร 6 ชนิด คือ รากสามสิบ ว่านมหาเมฆ โกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐสอ และดอกคำฝอย นอกจากนี้ยังได้ตรวจวัดเอสโตรเจนแอคติวิตีในยาตำรับ/ผลิตภัณฑ์ 3 ชนิด ได้แก่ ยาเม็ดสตรีปอเซียง ยาปราบชมพูทวีป และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกวาวเครือสกัดคัพดี ซึ่งพืชและยาตำรับดังกล่าวมีสรรพคุณที่สันนิษฐานว่าอาจมีส่วนประกอบของสารไฟโตเอสโตรเจนซึ่งมีเอสโตรเจนแอคติวิตี นอกจากนี้ยังได้ทดสอบกับสารสกัดหยาบของหัวไชเท้าเพื่อใช้เป็นตัวอย่างควบคุมแบบลบ พบว่าพืชสมุนไพรที่ทดสอบทั้ง 6 ชนิดมีเอสโตรเจนแอคติวิตีจากมากไปน้อยคือ โกฐสอ >โกฐหัวบัว >รากสามสิบ >โกฐเขมา >ดอกคำฝอย >ว่านมหาเมฆ สำหรับยาตำรับ/ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิด คือ ปอเซียง ปราบชมพูทวีป และคัพดี พบว่ามีเอสโตรเจนแอคติวิตีใกล้เคียงกัน สำหรับสารสกัดหยาบจากหัวไชเท้าซึ่งใช้เป็นตัวอย่างควบคุมพบว่าไม่มีเอสโตรเจนแอคติวิตี Constructed yeast two hybrid system in this work is based on yeast Y187 cells containing pGAD-SRC1and pGBK-ER which can produce AD-SRC1 and BD-ER fusion proteins, and -galactosidase reporter gene. Estrogenic activity of samples can be evaluated by the yeast two hybrid system if the samples can bind to estrogenic receptor protein (BD-ER), which then induce AD-SRC1 protein binding and initiate expression of -galactosidase reporter gene. Activity of -galactosidase can be measured from the product of ONPG at the absorption of 420 nm. The constructed yeast two hybrid system was tested by measuring estrogenic activity of the standard 17-estradiol. The result showed that the system could measure estrogenic activity of 17-estradiol in a range of 10-10 – 10-4 M. In addition, the yeast two hybrid was used to determine estrogenic activity of six crude extracts of medicinal plants. The results showed that all plant extracts exhibited estrogenic activity; Angelica sylvestris > Conioselinum univitatum > Asparagus racemosus > Atractylodes lancea > Carthamus tinctorius > Curcuma aeruginosa. In addition, the yeast two hybrid system was used to evaluate estrogenic activity of three commercial medicinal/food supplement products (Pochiang, Prabchompootaweep and CupD). All three commercial products exhibited similar levels of estrogenic activity. White radish (Raphanus sativus), a negative control, exhibited no estrogenic activity.

บรรณานุกรม :
สินีนาฏ ศิริ . (2553). การสร้างระบบยีสต์ทูไฮบริดสำหรับศึกษาไฟโตเอสโตรเจนในพืชสมุนไพรไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สินีนาฏ ศิริ . 2553. "การสร้างระบบยีสต์ทูไฮบริดสำหรับศึกษาไฟโตเอสโตรเจนในพืชสมุนไพรไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
สินีนาฏ ศิริ . "การสร้างระบบยีสต์ทูไฮบริดสำหรับศึกษาไฟโตเอสโตรเจนในพืชสมุนไพรไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print.
สินีนาฏ ศิริ . การสร้างระบบยีสต์ทูไฮบริดสำหรับศึกษาไฟโตเอสโตรเจนในพืชสมุนไพรไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.