ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ : การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ : การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ
นักวิจัย : ยศ สันตสมบัติ
คำค้น : การเมืองเชิงวัฒนธรรม , พื้นที่ , รัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ , อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ , อำนาจ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2550
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RTA4580009 , http://research.trf.or.th/node/4606
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

รายงานวิจัยเรื่อง "อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์: การเมืองวัฒนธรรมของรัฐ ชาติในสังคมไทย" เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับกระบวนการและปฏิสัมพันธ์ระหว่าง อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งแต่ละ กลุ่มต่างพยายามสร้าง ขยาย และแย่งชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรม และสร้างภาพเชิงสัญลักษณ์เพื่อ แสดงอัตลักษณ์และตัวตนในความสัมพันธ์กับกลุ่มชนอื่นๆ และรัฐอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยชิ้นนี้ให้ความสนใจกับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติกับกลุ่มชนท้องถิ่น ในพื้นที่ตามแนวชายแดนและพรมแดน โดยเฉพาะที่ติดกับประเทศพม่าและลาว ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์ มากมายหลายกลุ่มดำรงชีพอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาช้านาน พื้นที่ซึ่งได้รับการเลือกสรรใน โครงการวิจัยชิ้นนี้ จึงมิใช่หมู่บ้าน หากแต่เป็นพื้นที่ในลักษณะพิเศษ ที่ซึ่งอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจถูกผลิตซ้ำและสร้างใหม่ในการเจรจาต่อรองระหว่างชนกลุ่มต่างๆซึ่ง ไปมาหาสู่และทำการค้าตามแนวชายแดนและข้ามพรมแดนของรัฐชาติ ชายแดนเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและอำนาจ ที่ซึ่งกระบวนการรวมศูนย์ อำนาจของรัฐชาติและความพยายามทำให้เป็นหนึ่งเดียวของชนชาติ ถูกกีดขวางและท้าทาย เนื่อง เพราะพรมแดนหรือชายแดนเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลาย อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์จึงมิได้มี รูปแบบแน่นอนตายตัว หากแต่เป็น "ยุทธวิธี" ในการนำเสนอตนเองที่เลื่อนไหลและปรับเปลี่ยนไป ตามเงื่อนไข สถานการณ์ และผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงไป อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ยังเป็นรื่อง ของการเจรจาต่อรอง และการต่อสู้ ด้วยการรื้อรั้ว หรือขอบเขตทางชาติพันธุ์ ซึ่งตนเองสร้างไว้เพื่อ แบ่งแยก หรือชนกลุ่มอื่นๆและรัฐล้อมไว้เพื่อกีดกัน และปรับเปลี่ยนจุดเผชิญหน้าระหว่างคน กลุ่มต่างๆ กระบวนการรื้อรั้วและสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้โครงสร้างของอำนาจในพื้นที่ ชายแดนนั้นมีการก่อรูป ผลิตใหม่ และนิยามความหมายในลักษณะที่เลื่อนไหลไปมาตามบริบทและ เงื่อนไขของการเจรจาต่อรองที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา กรณีศึกษาในพื้นที่ต่างๆทำให้เรามองเห็นชัดเจนขึ้นเป็นลำดับว่ารัฐชาติประกอบด้วยพหุ สังคมและเกลื่อนกล่นไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ การมอง รัฐชาติเชิงเดี่ยวตามลัทธิชาตินิยมแบบเก่าจึงมองข้ามความสำคัญของ "การเมืองวัฒนธรรม" และอัต ลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และไม่ช่วยให้เราตั้งประเด็นคำถามและทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งของ สังคมปัจจุบันได้ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนข้ามพรมแดนของรัฐชาติ อย่างมากมายมหาศาล มีการผสมปนเปของผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมใน "พื้นที่" เดียวกัน แนวคิดเรื่องสัญชาติและสถานะพลเมืองแบบเก่าซึ่งนำไปสู่การกีดกันสิทธิและการ แบ่งแยกระหว่าง "เรา" กับ "คนอื่น" กำลังกลายมาเป็นปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้งระหว่างรัฐ ชาติกับคนกลุ่มน้อย ตั้งแต่ประเด็นความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่น การเหยียดผิว การตีตรา ป้ายสี สร้างแพะ การประท้วงต่อต้านเพื่อเรียกร้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย ไปจนถึงการเรียกร้องอธิปไตย การก่อการร้าย และการทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดน ดังปรากฎเป็นปัญหาในประเทศต่างๆ มากมาย เช่น รัสเซียกับเชชเนีย หรือปัญหาชายแดนภาคใต้ของไทย เป็นต้น แนวคิดเรื่องรัฐชาติ แบบเดิมจึงไม่อาจเป็นตัวแบบในการดำรงอยู่ร่วมกันของพหุสังคมและความหลากหลายทาง วัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนดั่งที่เคยเชื่อกัน รัฐชาติที่เป็นอิสระ สมานฉันท์และเป็นหนึ่งเดียวทางเชื้อชาติ เป็นมายาคติที่กำลังจะถูกผลัก ตกเวทีประวัติศาสตร์ไป การเลื่อนไหลไปมาของคนพลัดถิ่น ผู้อพยพ และแรงงานข้ามชาติ ทำให้ เกิดชุมชนข้ามถิ่นขึ้นมากมายในทุกประเทศทั่วโลก เมืองใหญ่ๆกำลังแปรสภาพเป็นพื้นที่ชายแดน เป็นพหุสังคม ที่ก่อรูปขึ้นจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการดำรงอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติ พันธุ์ต่างๆ พรมแดนของรัฐชาติไม่อาจกักขังหรือกีดกันผู้คนได้อีกต่อไป การมีอัตลักษณ์ที่ หลากหลายและซ้อนทับกัน การเกิดขึ้นของชุมชนข้ามถิ่น และเขยิบห่างออกจากกันระหว่าง "รัฐ" กับ "ชาติ" "ดินแดน" กับ "อธิปไตย" ทำให้แนวคิดเรื่อง "พลเมือง" แบบเก่าที่ยึดโยง อยู่กับความเป็นชาติ (เช่น ความเป็นไทย) และดินแดนอย่างแน่นอนตายตัว กลายเป็นสิ่งล้าสมัยและ สร้างปัญหาความขัดแย้งมากกว่าความสมานฉันท์ รายงานฉบับนี้เป็นผลจากการดำเนินโครงการวิจัยในพื้นที่พรมแดนแม่น้ำเมยซึ่งทางฝั่ง ไทยเป็นบริเวณอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ฝั่งพม่าเป็นรัฐกะเหรี่ยง ในระยะเวลาสามปี (2545- 2548) โดยใช้วิธีการค้นคว้าเอกสาร สัมภาษณ์ผู้รู้ ร่วมสังเกตการณ์ในกิจกรรมและพิธีกรรม ติดตามข่าวสาร และพูดคุยสอบถามผู้คนในพื้นที่ และสำรวจสภาพเศรษฐกิจและสังคมทั่วไปใน หมู่บ้านแม่หละไทย แม่หละยาง แม่หละคี แม่หละโพคี บ้านท่าสองยาง และศูนย์อพยพแม่หละ งานวิจัยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มอำนาจและผู้คน หลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่บิรเวณพรมแดนแม่น้ำเมย ที่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่ในอดีตจนถึง ปัจจุบัน งานวิจัยสนใจว่าแต่ละกลุ่มในท่ามกลางความสัมพันธ์นั้นมีความพยายามที่จะควบคุม ช่วงชิง ต่อรอง หรือโต้ตอบซึ่งกันและกันอย่างไร จากการศึกษาได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า ผู้คนในบริเวณพรมแดน ทั้งคนเมืองที่โยกย้ายเข้ามา และคนกะเหรี่ยงที่อยู่แต่เดิม มีความสัมพันธ์ทางการค้าและทางสังคมและวัฒนธรรมกันมาเป็น เวลายาวนาน การสถาปนาน้ำเมยเป็นเส้นกั้นเขตแดนเกิดขึ้นในภายหลัง เป็นการกำหนดตาม อุดมการณ์การปกป้องอธิปไตยและการบริหารดินแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ ความพยายามของ รัฐชาติที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของคนและสิ่งของข้ามแดนนั้นดูจะได้ผลน้อย เพราช่องทาง การค้านอกระบบมีอยู่มากบนพื้นฐานความสัมพันธ์ทางสังคมและการต่อรองระหว่างผู้คน กลุ่ม อำนาจทั้งต่างประเทศ ในประเทศและท้องถิ่น นโยบายของรัฐเองบางช่วงเอื้อต่อการใช้ประโยชน์ พื้นที่ชายแดนของกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม นโยบายอาจไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติเนื่องจากไม่สอดคล้อง กับความสัมพันธ์และความเป็นจริงในพื้นที่ หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานในพื้นที่ไม่มีเอกภาพ ในการปฏิบัติ ทำให้มีช่องทางสำหรับคนและสินค้า "นอกระบบ" อยู่เสมอ แม่น้ำเมยทำหน้าที่เส่นแบ่งเขตของความเป็นชาติน้อยมาก พรมแดนแม่น้ำเมยแท้จริง ครอบคลุมสองฝั่งเมย และมีขอบเขตอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆที่ได้สร้างอัตลักษณ์ของ ความเป็นคนบริเวณแม่น้ำเมย ที่ทั้งหาประโยชน์และปกป้องผลประโยชน์ของพื้นที่พรมแดน ขอบเขตนี้อาจจะเป็นขอบเขตที่มองไม่เห็น แต่จะรู้สึกได้เมื่อคนภายนอกเข้าไป ความไม่ไว้วางใจ คนภายนอก เป็นเส้นแบ่งอย่างหนึ่งระหว่างคนภายในพรมแดนแม่น้ำเมยกับคนที่อยู่นอกพรมแดน อีกทั้งกั้นไม่ให้ "คนแปลกหน้า" เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างง่ายๆ ในพื้นที่แห่งนี้อัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรม เห็นได้ชัดในการแต่งกาย อาหาร ฯลฯ แต่อัตลักษณ์ของความเป็นคนในพื้นที่พรมแดน จะแสดงออกเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน การประท้วงนโยบายการ โยกย้ายผู้อพยพม้งมาอยู่ในพื้นที่พรมแดน การประท้วงการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐ การเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศมาดูแลปัญหาความขัดแย้ง ฯลฯ แสดงให้เห็นถึง กระบวนการต่อรองและตอบโต้กับความพยายามควบคุมพื้นที่ของกลุ่มอำนาจต่างๆอย่างไม่ สิ้นสุด The research project entitled "Power, Space and Ethnic Identities: Cutural Politics of Nation-State in Thai Society" is an attempt to understand the relationships between power relations, the production of social space an cultural identities of various ethnic groups in northern Thai society who are constantly competing with each other in a continuous process of identity information and image building in order to reproduce their sense of ethnic identities in relations with other groups and the state. The research pays particular attention to the relations between the nation-state and local groups in the frontier areas between northern Thailand, Burma and Laos, where a multitude of ethnic groups have coexisted with each other for centuries. Research sites in this project are not the villages as has usually been the case for orthodox anthropology, but "social space" whereby ethnic boundaries and power relations are reproduced and generated in the continuous process of negotiation between various ethnic groups in their trade and daily activities within and across the borders. Border areas are seen here as space of cultural and power struggles where the centralized process instigated by the state is perpetually challenged and contested. Frontiers are space of cultural diversity where ethnic identities take no stactic forms. Rather, ethnic identities bocome "strategies" of self-presentation that are always in flux and adapted to suit the ever changing situations and interest. Identity formation and ethnic boundaries become an integral part of negotiation and struggles between various groups. Continuous processes of boundarying and reboundarying has result in the ever-changing structure of power relations in the frotiers area. Lessons learned from our case studies in frontier communities have clearly shown that a nation-state is first and foremost a plural society made up of ethnically and cultarally diverse groups. Nationalistic ideology and its subsequent concept of unitary state therefore undermines the importance of cultural politics and ethnics identities. It cannot help us to understand ethnic and social conflicts in contemporary society. In an increasingly globalized world where movements of people across the national boundaries have turned cities every where into multi-ethnic societies, the traditional concept of nation and citizenship, which inevitably leads to exclusion and binary opposition between us and them, is fast becoming obsolete. Conflicts between the state and ethnic groups, ranging from simple stigmatization and racist attitude towards ethnic minorities to open rebellion against the established order are rampant phenomena. Separatist movements and armed conflict in Russia and southern Thailand are fine cases in point here. The traditional concept of nation-state can no longer serve as a viable model for national integration and peaceful coexistence between various groups of people in an increasingly pluralistic society characterized by cultural and ethnic diversity. This report is the result of the research project carried out during 2002-2005. The study area is at the Thai-Burma frontier which covers The Song Yang District of Tak Province on the east of Moei River and the Karen State on the west of the River. Research methods include document research, in depth interview with, participant observation in activities and ceremonies, informal talk with peoples and informants in the area and a simple socio-economic survey of households in five villages: Mae La Thai, Mae La Yang, Mae La Khi, Mae La Pho Khi and Tha Song Yang. Tha aim of the research is to explore the social, economic and cultural relationships between people, politic and interest groups and the states in the area. The attention is paid on how they contest, negotiate and response to each other's attempt to control and make use of the frontier opportunities. The study found that 'Khon Muang' has moved into this frontier area longer than 100 years ago. The relationship between Khon Muang and Karen, who is the indigenous inhabitants, has been long developed in the economic, social and cultural areas. Moei has been designed to be an international boundary to divide land and people and put them under two states. But the situation along the frontier is complicated so that Moei could not carry out its duty as expected. In contrast, Moei facilitates the border crossing of people and goods based on long developed relationship between peoples. Negotiation between many parties in the area and between the states and the international power does facilitates the flow of goods and people across Moei. The boundary of the frontier is not Moei but the invisible and flexible boundary encompass the relationships between peoples and groups in the frontier area including thier network. This boundary enables frontier peoples to continue their lives and business across the border and to protect their areas from the exploitation of the powerful outsiders. The cultural identity of this frontier area is a clear as cultural practices i.e. dressing, food, ceremonies, are different from those in other places. The frontier identity however is expressed when people feel that they were more exploited than to gain from an imposed project or they were just too much oppressed. Rallies against the resettlement of the Hmong refugee in the area, a letter requesting the UNHCR to look into the case of the murder of Karen refugee are just examples of the expression of the unity and the frontier identity and the continuation of the people struggle.

บรรณานุกรม :
ยศ สันตสมบัติ . (2550). อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ : การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ยศ สันตสมบัติ . 2550. "อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ : การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ยศ สันตสมบัติ . "อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ : การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550. Print.
ยศ สันตสมบัติ . อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ : การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทยภาคเหนือ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2550.