| ชื่อเรื่อง | : | วาระแห่งชาติเพื่อการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ปี 2551 |
| นักวิจัย | : | เทิดชาย ช่วยบำรุง |
| คำค้น | : | การท่องเที่ยว , การท่องเที่ยวผู้สูงอายุ , การมีส่วนร่วมของชุมชน , ความต้องการของนักท่องเที่ยวศ , นักท่องเที่ยวชาวยุโรป , วาระแห่งชาติ , เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ , โฮมสเตย์ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG5150074 , http://research.trf.or.th/node/4366 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การส่งเสริมการท่องเที่ยวผู้สูงอายุจากทวีปยุโรปสู่ประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการท่องเที่ยวผู้สูงอายุต่างประเทศในประเทศไทย (2) ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุจากทวีปยุโรป (3) ศึกษาวิเคราะห์แรงจูงใจในการท่องเที่ยวและความต้องการของนักท่องเที่ยวสูงอายุจากทวีปยุโรปต่อองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว 5 ด้าน ได้แก่ ที่พัก การคมนาคม แหล่งท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภค (4) ศึกษาวิเคราะห์ความสามารถของประเทศไทยในการตอบสนองความต้องการ ของนักท่องเที่ยวสูงอายุจากทวีปยุโรปต่อองค์ประกอบทางการท่องเที่ยว 5 ด้าน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จำนวน 430 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้เสียกับการท่องเที่ยวผู้สูงอายุจากภาครัฐและเอกชน จำนวน 37 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานใช้ การทดสอบค่าที และวิธีการทดสอบค่าเอฟ และ LSD ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยในปีพ.ศ. 2549 และปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงอายุ 2,119,675 คน และ 2,259,161 คน จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 13,821,802 คน และ14,464,228 คน คิดเป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุเดินทางเข้ามายังประเทศไทยร้อยละ 15.3 และ15.6 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดตามลำดับ และมีอัตราการเติบโตจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 17.87 และร้อยละ 10.78 และพบว่าพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุจากทวีปยุโรป ได้แก่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกมากที่สุด เป็นระยะเวลา 15 วันขึ้นไป จัดเตรียมการเดินทางมาประเทศไทยด้วยตนเอง เดินทางร่วมกับสามีหรือภรรยา ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มากที่สุด การมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเนื่องมาจากความเป็นมิตรหรือมิตรไมตรีของคนไทย กิจกรรมการพักผ่อนหรือเที่ยวชม พักในโรงแรมระดับ 4 ดาว ใช้รถยนต์ในการเดินทางท่องเที่ยว ได้ทราบข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศไทยจากเพื่อนสนิทหรือญาติมิตรมากที่สุด ใช้จ่ายเงินในการท่องเที่ยวต่อวันต่ำกว่า 100 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในเดือนมกราคม อยากจะกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีก โดยวางแผนที่จะกลับมาเที่ยวที่ประเทศไทยอีกในปีนี้ และนอกจากประเทศไทยแล้ว กลุ่มตัวอย่างสนใจท่องเที่ยวประเทศเวียดนามมากที่สุด แรงจูงใจในการท่องเที่ยวโดยภาพรวมได้แก่ เพื่อพักผ่อนและคลายเครียด เพื่อท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวใหม่ และเพื่อเรียนรู้และหาประสบการณ์ใหม่ ตามลำดับ ความต้องการของนักท่องเที่ยวสูงอายุต่อองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวโดยภาพรวม ปัจจัยที่มีความสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ ความปลอดภัยของเมืองท่องเที่ยว ที่ตั้งของที่พัก และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความสามารถในการตอบสนองต้องการของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวโดยภาพรวม ปัจจัยที่มีความพึงพอใจมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ ความปลอดภัยของเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งของที่พัก และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ตามลำดับ ผลการวิจัยนำไปสู่นโยบายและมาตรการที่ภาครัฐและภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการ ได้แก่นโยบายส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวยุโรปอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง การส่งเสริมนักท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว การส่งเสริมนักท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ การรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว การพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมเมืองท่องเที่ยวหลัก การปรับปรุงด้านการเดินทางเข้า-ออกและภายในประเทศ การส่งเสริมและสนับสนุนด้านที่พักและแหล่งท่องเที่ยว และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุ การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบโฮมสเตย์โดยชุมชนมีส่วนร่วมกรณีศึกษามอหินขาว การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของชุมชนบ้านวังคำแคน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ที่เอื้อต่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบโฮมสเตย์ 2) ศึกษารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบโฮมสเตย์ที่เหมาะสมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านวังคำแคน และองค์กรท้องถิ่น ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบโฮมสเตย์และการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ผลจากการศึกษาพบว่าบ้านวังคำแคนมีศักยภาพที่เอื้อต่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบโฮมสเตย์เป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็น ใกล้แหล่งท่องเที่ยวมอหินขาว และมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ นอกจากนั้น คุณภาพมาตรฐานโฮมสเตย์ของบ้านวังคำแคนและศักยภาพด้านพื้นที่ ผ่านการประเมินในระดับดีมาก ผลจากการศึกษาชุมชนบ้านวังคำแคนสามารถกำหนดรูปแบบในการจัดการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ที่เหมาะสมกับชุมชนของ ดังนี้ 1) ให้มีการจัดตั้งองค์กร แบ่งสายงานและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน 2) จัดทำข้อกำหนด กฏเกณฑ์วิธีการ และระบบบริหารจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบโฮมเตย์ การจัดสรรผลตอบแทน และข้อห้ามต่างๆ ให้ชัดเจน 3) จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากศักยภาพของชุมชน โดยพิจารณาจากศักยภาพในด้านพื้นที่และด้านบุคลากร และให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนทุกแห่งรวมถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น 4) ดำเนินการตลาดและประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว โดยจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลด้านการบริการทางการท่องเที่ยวต่างๆ ของหมู่บ้านผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ 5) ติดตามและประเมินผลการดำเนินกิจกรรมโฮมสเตย์บ้านวังคำแคน ใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินกิจกรรมโฮมสเตย์ที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น จากการศึกษาพบว่าการให้บริการบ้านพักโฮมสเตย์ของบ้านวังคำแคน นอกจากจะสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์โดยตรงแล้ว ยังทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังสมาชิกอื่นๆในชุมชน ได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดทำและจำหน่ายของที่ระลึกและบริการเสริมต่างๆ การจำหน่ายสินค้า อาหาร และเครื่องดื่มให้แก่นักท่องเที่ยว การให้เช่าพาหนะในการท่องเที่ยว เช่น รถอีแต๊ก รถอีแต๋น รายได้จากการนำเที่ยว การเดินป่า เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าหากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบโฮมสเตย์ของบ้านวังคำแคนได้รับการพัฒนาตามรูปแบบที่ชุมชนได้ร่วมกันกำหนดขึ้นซึ่งเป็นผลจากการศึกษาในครั้งนี้ จนประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวแล้ว จะทำให้การดำเนินกิจกรรมการค้าและการบริการต่างๆ เหล่านี้ สามารถสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับสมาชิกในชุมชน ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง ความเชื่อมโยงของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวในเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวในเชิงที่ตั้งและในเชิงประกอบกิจกรรมของนักท่องเที่ยว ในเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ และเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยใช้ความเชื่อมโยงของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์หลัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 กลุ่มตัวอย่าง นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ จำนวน 400 กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล เส้นทางการท่องเที่ยวและสถานที่ที่กลุ่มตัวอย่างนิยมท่องเที่ยว สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มตัวอย่าง นักท่องเที่ยวชาวไทย 38 ตัวอย่าง นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจำนวน 40 ตัวอย่าง เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสังเกตการณ์ ประกอบด้วย การประกอบกิจกรรมของนักท่องเที่ยว สถานที่ที่ดึงดูดใจและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งการประชุมกลุ่มย่อย ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ และเทคนิคการซ้อนทับแผนที่ (overlay mapping) ผลการศึกษา พบว่า ความเชื่อมโยงของธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในเชิงพื้นที่ ประเภทโรงแรมและที่พัก เป็นธุรกิจหลัก ที่ดึงดูดให้เกิดธุรกิจการท่องเที่ยวประเภทอื่นตามมา ได้แก่ธุรกิจประเภทภัตตาคาร ร้านอาหารและร้านขายเครื่องดื่ม ธุรกิจประเภทสนับสนุนและช่วยเสริมกิจกรรมด้านตัวแทนธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจประเภทร้านขายของที่ระลึก สถานบันเทิง มีที่ตั้งที่เด่นชัดบริเวณประตูท่าแพ และภายในรัศมี 500 เมตร จากประตูท่าแพ ความเชื่อมโยงของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวในเชิงการใช้พื้นที่ของนักท่องเที่ยว ในช่วงเวลากลางวัน นักท่องเที่ยวมีการใช้พื้นที่มากที่สุด ตามแนวถนนราชดำเนินและถนนท่าแพ ในช่วงเวลากลางคืน นักท่องเที่ยวใช้พื้นที่มากที่สุด ตามถนนช้างคลาน ซอยท่าแพ 1 ถนนท่าแพ (แยกถนนช้างคลาน ถึง คลองแม่ข่า) ความเชื่อมโยงของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ในเชิงประกอบกิจกรรมของนักท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยชื่นชอบมากที่สุด คือ วัด เพื่อไหว้พระ ชมสถานที่ และถ่ายรูป ฯลฯ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ สถานที่ที่ชื่นชอบมากที่สุด คือ ร้านอาหารภัตตาคาร และเครื่องดื่ม เพื่อรับประทานอาหาร พูดคุยกับเพื่อน ดื่มเครื่องดื่มประเภทกาแฟและที่มีแอลกฮอล์ก รูปแบบการเชื่อมโยงด้านกิจกรรมการท่องเที่ยวในเชิงพื้นที่ ที่สอดคล้องกับการใช้กิจกรรมของนักท่องเที่ยว ในเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย มีรูปแบบการเชื่อมโยง 3 รูปแบบ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มีรูปแบบการเชื่อมโยง 3 รูปแบบ แนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ โดยใช้ความเชื่อมโยงของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1 เส้นทางเชื่อมโยงแหล่งกิจกรรม โดยพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวหลัก เส้นทางสนับสนุนการท่องเที่ยว พัฒนาลักษณะเฉพาะของพื้นผิวการสัญจร พัฒนาองค์ประกอบเส้นทาง จัดตั้งศูนย์ให้บริการการท่องเที่ยว จัดหายานพาหนะในการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับแหล่งกิจกรรมและการประกอบกิจกรรม 2 แหล่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว โดยบูรณาการย่านหรือแหล่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ ให้เกิดการเชื่อมโยงกัน กำหนดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษให้ชัดเจน สร้างจินตภาพหรืออัตลักษณ์ของแหล่งกิจกรรมในชุมชน |
| บรรณานุกรม | : |
เทิดชาย ช่วยบำรุง . (2553). วาระแห่งชาติเพื่อการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ปี 2551.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เทิดชาย ช่วยบำรุง . 2553. "วาระแห่งชาติเพื่อการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ปี 2551".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เทิดชาย ช่วยบำรุง . "วาระแห่งชาติเพื่อการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ปี 2551."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2553. Print. เทิดชาย ช่วยบำรุง . วาระแห่งชาติเพื่อการพัฒนาและจัดการการท่องเที่ยวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ปี 2551. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2553.
|
