ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

วิจัยฐานรากการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : วิจัยฐานรากการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
นักวิจัย : ปราณี กุลละวณิชย์
คำค้น : ภาษาต่างประเทศ
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG49H0004 , http://research.trf.or.th/node/4086
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะการฟังและ ก า ร พูด ภ า ษ า อัง ก ฤ ษ ข อ ง นัก ศึก ษ า ชั้น ปีที่ 1 ค ณ ะ วิท ย า ศ า ส ต ร์แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก่อนและหลังเข้าร่วมหลักสูตร 2) เพื่อเปรียบเทียบ ทัศนคติ แรงจูงใจ และความมั่นใจในการเรียนทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก่อน และหลังเข้าร่วมหลักสูตร 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ภาษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ระหว่างเข้าร่วม หลักสูตร 4) เพื่อศึกษาทัศนคติของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อหลักสูตรการสอนทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษแบบเข้ม และ 5) เพื่อศึกษาประสิทธิผลในการนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมหลักสูตร ไปใช้ในการเรียนรายวิชา 417-201 Scientific English I (ภาษาอังกฤษเพื่อวิทยาศาสตร์ 1) กลุ่ม ตัวอย่างประกอบด้วย นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2/2548 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 33 คน ที่มีผลการเรียนวิชา 417-101 English I (ภาษาอังกฤษ 1) ระดับ D+ ลงมา เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้คือ 1) แบบทดสอบการฟังและการพูด ก่อนและหลังเข้าร่วมหลักสูตร 2) แบบสอบถามความคิดเห็นในการเรียนภาษาอังกฤษ ทัศนคติ แรงจูงใจ และความมั่นใจของผู้เรียนเกี่ยวกับทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษก่อนเข้าร่วม หลักสูตร 3) ชุดคำถามสัมภาษณ์ความคิดเห็นในการเรียนภาษาอังกฤษ ทัศนคติ แรงจูงใจ และ ความมั่นใจของผู้เรียนเกี่ยวกับทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษก่อนและหลังเข้าร่วมหลักสูตร 4) แบบบันทึกพฤติกรรมการใช้ภาษาระหว่างเข้าร่วมหลักสูตร 5) แบบประเมินหลักสูตรการสอน ทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษแบบเข้ม และ 6) แบบบันทึกพฤติกรรมการใช้ภาษาในการ เรียนวิชา 417-201 Scientific English I (ภาษาอังกฤษเพื่อวิทยาศาสตร์ 1) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ยหรือมัชฌิมเลขคณิต ( Mean ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation ) t- test แบบ Dependent Samples ค่าร้อยละ (Percentage) และการรวบรวมข้อมูลและเขียนบรรยายสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถด้านทักษะการฟังและการพูดของผู้เรียนหลังเข้าร่วมหลักสูตรสูงกว่าก่อน เข้าร่วมหลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) ทัศนคติ แรงจูงใจ และความมั่นใจในการเรียนทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ หลังเข้าร่วมหลักสูตรดีขึ้น 3) พฤติกรรมการใช้ภาษาระหว่างเข้าร่วมหลักสูตรในส่วนของระดับความสามารถใน ทักษะการฟังและการพูดโดยภาพรวม คิดเป็นคะแนนเฉลี่ย 76.69 ซึ่งมีความสามารถอยู่ในระดับดี ส่วนการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนั้น ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและมีความสุขในการทำกิจกรรม ต่างๆ ตลอดเวลา 3 ชั่วโมงของการเรียนแต่ละวัน 4) ผู้เรียนมีทัศนคติในทางบวกต่อหลักสูตรการสอนทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ แบบเข้มโดยรวมอยู่ในระดับมาก 5) พฤติกรรมการใช้ภาษาในการเรียนรายวิชา 417-201 Scientific English I (ภาษาอังกฤษ เพื่อวิทยาศาสตร์ 1) ด้านระดับความสามารถในทักษะการฟังและการพูดของผู้เรียน โดยภาพรวม คิดเป็นคะแนนเฉลี่ย 70.6 ซึ่งมีความสามารถในระดับดี ในส่วนของการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนั้น ผู้เรียนส่วนใหญ่มีความมั่นใจและกระตือรือร้นในการเรียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสอนทักษะการฟัง – การพูดภาษาอังกฤษแบบเข้มให้แก่ นักศึกษาที่มีความสามารถระดับอ่อน เป็นเวลา 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 3 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน ปีการศึกษา 2548 ด้วยคะแนนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในช่วง 0-42 คะแนน จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ (1) แบบทดสอบการฟังและการพูด (2) แบบ สอบถามความพร้อม ความสนใจในการเรียน และความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ ก่อนและหลัง การเรียนแบบเข้ม (3) แบบสังเกตการสอน (4) แบบสะท้อนตนเองของนักศึกษา และ (5) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบเข้มโดยรวม ผลการวิจัยพบว่า (1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งการฟัง-การพูด รวมทั้งความพร้อม ความสนใจ และความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษหลังการเรียนแบบเข้มสูงขึ้นจากก่อนการเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (2) กลุ่มตัวอย่างสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ในระดับ 0 และ 1 จำนวน 12 คน และในระดับ 1+ และ 2 จำนวน 16 คน (3) ผลการเรียนการสอนจากมุมมองของผู้ สังเกตการสอนอยู่ในระดับดีมาก ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างสนุกสนาน (4) ผลจากการ วิเคราะห์แบบสะท้อนตนเองสอดคล้องกับการเกิดความพร้อม ความสนใจและความมั่นใจในการใช้ ภาษาอังกฤษทั้งในด้านความคิด ความรู้สึก และด้านพฤติกรรม และ (5) กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าจำนวน วัน เวลา เนื้อหาและกิจกรรม วิธีการสอน และครูผู้สอนมีความเหมาะสม คำสำคัญ การสอนฟัง-พูด, การสอนแบบเข้ม, นักศึกษาที่มีความสามารถระดับอ่อน, ความสามารถ ภาษาอังกฤษระดับต่ำ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการใช้วีดิทัศน์ในการพัฒนาทักษะ การฟัง-การพูดภาษาอังกฤษ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๒ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย วีดิทัศน์ เรื่องสั้น จำนวน 10 ตอน และ สถานการณ์ จำนวน 26 สถานการณ์ แบบทดสอบวัดความสามารถ ด้านทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ จำนวน 1 ชุด และแบบประเมินตนเองเกี่ยวกับทักษะและเจตคติ ความมั่นใจในการเรียนภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ชุด โดยใช้เวลาทดลอง 70 ชั่วโมง ขั้นตอนการวิจัย ประกอบด้วย การคัดเลือกเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ และการ ประเมินผล เน้นการสนทนาและแสดงบทบาทสมมุติ มีการประเมินผลทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบและแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและทดสอบค่าที นอกจากนี้ได้มีการสนทนาและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นักเรียน ครู และผู้ปกครอง แล้วนำข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ความสอดคล้องเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสามารถด้านการฟัง-การพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับ ร้อยละ 86.33 และมีการพัฒนาสูงถึงร้อยละ 51 ส่วนการประเมินผลก่อนและหลังมีความแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 และจากการประเมินตนองชุดที่ 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยของระดับ ความคิดเห็นสูงขึ้น ร้อยละ 30.60 และค่าเฉลี่ยของระดับความคิดเห็นจากการประเมินตนเองชุดที่ 2 สูงขึ้น ร้อยละ 28.80 การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ด้านทักษะฟัง พูด สำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ในช่วงชั้นที่ 2 ในเขตพื้นที่บริการการศึกษา โรงเรียนบ้านไร่พิทยาคม ต.บ้านไร่ อ. ศรีสำโรง จ. สุโขทัย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาครูผู้สอน กลุ่มเป้าหมายให้สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน ในการสอนทักษะฟัง พูดได้อย่างมีความมั่นใจ และพัฒนาการสอนได้ดีขึ้น เพื่อให้ครูผู้สอนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการสอนภาษาต่างประเทศในด้านทักษะการฟัง พูด โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 2 ของโรงเรียนในเขตพื้นที่บริการการศึกษาโรงเรียนบ้านไร่พิทยาคม ตำบลบ้านไร่ อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และนักเรียนที่เข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านไร่พิทยาคม จำนวน 146 คน ซึ่งได้มาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ทักษะฟัง พูดแบบเข้ม สำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ช่วงชั้นที่ 2 ส่งผลให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษมีทัศนคติที่ดี เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ มีการพัฒนาทักษะฟัง พูด เข้าใจธรรมชาติการสื่อสาร และสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ ครูให้ความสำคัญต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอน ทางภาษาเพื่อการสื่อสาร ลงมือปฏิบัติจัดทำหลักสูตร แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสม ตามบริบทของโรงเรียน โดยยึดหลักสูตรกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ โดยใช้วิธีการ รูปแบบการสอน การวัด และประเมินผลที่หลากหลาย ตามสภาพที่แท้จริง จัดการเรียนรู้ทางภาษามุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึก ปฏิบัติ ปลูกฝังทักษะการแสวงหา ความรู้ สามารถนำความรู้ และประสบการณ์จากการเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างมีความสุข สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ชุมชนอย่างเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดี่ยว (One Group Pretest Posttest Experiment) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษทักษะฟัง-พูด ก่อนและหลังการเรียนตามหลักสูตรแบบเข้มของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อ เปรียบเทียบทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการเรียนตามหลักสูตรแบบเข้มของ ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อศึกษาปฏิกิริยาในการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนใน ระหว่างการเรียนการสอนตามหลักสูตรแบบเข้ม และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการ เรียนการสอนภาษาอังกฤษตามหลักสูตรแบบเข้ม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหางดงรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการสอนตามแนวคิดการสอนโดยใช้งานเป็นหลัก (Task-Based Language Teaching) จำนวน 3 ชิ้นงาน ใช้สอนเป็นเวลา 16 วันๆ ละ 5 ชั่วโมง รวม 80 ชั่วโมง โดยทำการทดลองและเก็บข้อมูลในช่วงปิดภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2548 และเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษทักษะการฟัง-พูด แบบวัด ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ เข้ม แบบสังเกตการเรียนการสอน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตร ภาษาอังกฤษแบบเข้มหลังจากที่ผู้เรียนเรียนตามหลักสูตรแบบเข้ม ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ (SPSS for Windows) และเปรียบเทียบข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบ t-test แบบ one-tail ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่ได้รับการสอนภาษาอังกฤษทักษะฟัง-พูด ตามหลักสูตรแบบเข้มมี ทักษะการฟัง-พูดสูงขึ้น 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนภาษาอังกฤษทักษะฟัง-พูด ตามหลักสูตรแบบเข้มมี ทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถทางการพูดภาษาเยอรมันของนักศึกษาโดยใช้ สถานการณ์จำลองและวิธีสอนแบบให้รางวัลร่วมกับการกระตุ้น (reward-reinforcement teaching method) ประชากรที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้เป็นนักเรียนที่สาขาวิชาภาษาเยอรมันรับเข้าเป็นนักศึกษาจากโครงการเรียนดี จากการสอบโควต้าภาคเหนือ นักศึกษาวิชาเอกภาษาเยอรมันชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 จำนวนรวมทั้งสิ้น 22 คน ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วย การรวบรวมประโยคที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน การสร้างแผนการสอน การสร้าง สถานการณ์จำลอง และทำการประเมินผลโดยให้นักศึกษาพูดตามบทบาทสมมุติ และให้นักศึกษาพูดตาม ประเด็นที่กำหนดไว้ ตลอดจนใช้แบบสอบถามความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ กลุ่มทดลองที่สอนโดยวิธีสอนแบบให้รางวัลร่วมกับการกระตุ้น (reward-reinforcement teaching method) มีความสามารถทางการพูดภาษาเยอรมันดีกว่ากลุ่มควบคุม

บรรณานุกรม :
ปราณี กุลละวณิชย์ . (2552). วิจัยฐานรากการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปราณี กุลละวณิชย์ . 2552. "วิจัยฐานรากการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ปราณี กุลละวณิชย์ . "วิจัยฐานรากการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
ปราณี กุลละวณิชย์ . วิจัยฐานรากการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.