ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

สิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : สิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้
นักวิจัย : นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์
คำค้น : สิทธิชุมชน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2551
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4640030 , http://research.trf.or.th/node/3545
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการสิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้กรณีป่าต้นนำสุราษฎร์ธานีดำเนินการในช่วงกรกฎาคม 2546 – มกราคม 2549 โจทย์วิจัย “สิทธิชุมชนในการจัดจัดการทรัพยากรจะเป็นจริงในเชิงปฏิบัติ ได้อย่างไร” ในพื้นที่ศึกษาหลัก มี 6 หมู่บ้าน ในอำเภอไชยา 3 หมู่บ้าน อำเภอพนม 3 หมู่บ้าน พื้นที่ศึกษารองคือเครือข่ายองค์กรชาวบ้านรักษ์ป่าสุราษฎร์ธานี วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย คือ เพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ และความเข้าใจของคนในชุมชนในเรื่องสิทธิชุมชน ค้นหา กระบวนการพัฒนายกระดับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน และเพื่อ ศึกษาและค้นหาหลักปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ กรณีสิทธิชุมชน บุคคล ในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการธรรมชาติอย่างยั่งยืนสอดคล้องและสมดุลกับ ระบบนิเวศน์ เพื่อการปฏิบัติการที่เป็นจริงทางสังคม กระบวนการศึกษาคือ ร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัยร่วมกับ องค์กรชุมชนในพื้นที่เป้าหมายหลักและเครือข่าย ร่วมกำหนดกระบวนการศึกษาวิจัยร่วมกับ ชุมชน จัดวางทีมงานวิจัย โดยให้ชาวบ้านในพื้นที่เป้าหมายเป็นตัวหลักในการศึกษาวิจัย และ การศึกษาวิจัยจะใช้กระบวนการเก็บข้อมูล โดยทีมงานวิจัยมีชาวบ้านในพื้นที่ศึกษาวิจัยเป็น ผู้ช่วยนักวิจัย ในรูปแบบของการสัมภาษณ์และการจัดเวทีชุมชนในการเก็บข้อมูลและสังเคราะห์ ข้อมูลชุมชน รวมทั้งประมวลสรุปองค์ความรู้และผลงานวิจัย จากการศึกษาพบว่า ชุมชนเหล่านี้มักตั้งได้ไม่นานนักโดยคนที่โยกย้ายจากพื้นที่ราบขึ้น ไป มีเพียงบางชุมชนเท่านั้นที่ตั้งมานาน อย่างไรก็ตาม ชุมชนเหล่านี้ก็พยายามสร้างรูปแบบ วิธีการจัดการทรัพยากรของชุมชนให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามสภาพ เงื่อนไขพื้นฐานชองแต่ละชุมชน เงื่อนสำคัญได้แก่ ลักษณะทางกายภาพ ความสมบูรณ์ของ ทรัพยากร ลักษณะโครงสร้างทางสังคมในชุมชน ประสบการณ์ในอดีตของคนในชุมชน การมี กลุ่มและแกนนำที่เข้มแข็ง รวมทั้งนโยบายรัฐที่เข้าไปส่งผงกระทบต่อชุมชนต่างกันแต่ละชุมชน ชุมชนหันมารวมตัวกันชัดเจนหลังองค์กรชาวบ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สนใจปัญหา น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ (2530-2531) และรวมตัวกันเป็นเครือข่ายองค์กรชาวบ้านรักษ์ป่าสุราษฎร์ ธานี ใน พ.ศ. 2530 นอกจากนี้องค์กรดังกล่าวยังได้รับแรงจูงใจจากปัญหาการสร้างเขื่อนเชี่ยว หลาน ปี พ.ศ. 2536 เกิดการเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิชุมชนกับการจัดการทรัพยากร มีการ สนับสนุนและพัฒนาองค์กรชาวบ้าน ชาวบ้านเกิดการรวมตัวกันหลายระดับและหลายรูปแบบ องค์กรชุมชนในพื้นที่วิจัยอำเภอไชยา ก่อตั้งขึ้น ในปี พ.ศ. 2532-2533 หลังจากนั้นมีการตั้ง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตขึ้น 5 กลุ่มใน 5 หมู่บ้านและเชื่อมเป็น “เครือข่ายองค์กรชุมชนคลอง ไม้แดง” ในปี พ.ศ. 2543 ด้านอำเภอพนม มีการก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ปี พ.ศ. 2541 กลุ่มออม ทรัพย์ 5 กลุ่มรวมตัวเป็น “เครือข่ายลุ่มน้ำคลองศก” ในส่วนของอำเภอพนม ชาวบ้านได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ “เครือข่ายป่าชุมชน”และ “เครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน” ตั้ง “กลุ่มอนุรักษ์ภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทย” เพื่อต้มเหล้า สมุนไพรขาย ในปี พ.ศ.2544 ชาวบ้านอำเภอพนมและอำเภอไชยาเข้าร่วมกิจกรรมกับ เครือข่ายป่าอย่างต่อเนื่อง และใน พ.ศ. 2546 ได้ร่วมทำวิจัยเชิงปฏิบัติการกับโครงการสิทธิ ชุมชนศึกษาภาคใต้ ในช่วงนี้ชาวบ้านได้ร่วมกับ “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้” ดำเนินกิจกรรมตรวจสอบการบุกรุกป่า และถือครองที่ดินโดยมิชอบของกลุ่มทุน จากการปฏิบัติการด้านสิทธิชาวบ้านำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้วิธีการประสานงานกับกลุ่ม คนที่เห็นต่างและคลี่คลายความขัดแย้ง เช่นองค์กรชุมชนอำเภอไชยา ได้ดำเนินกิจกรรมการ อนุรักษ์ป่าร่วมกับ “เครือข่ายพระสงฆ์ภาคใต้” ช่วยให้ประสานความร่วมมือกับคนในชุมชน รวมทั้งหน่วยงานราชการดีขึ้น งานพัฒนาเติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ส่วนอำเภอ พนมชาวบ้านปรับวิธีการทำงานโดยหันมาวิจัยผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากเหล้าพื้นบ้านด้วยตนเอง อย่างจริงจัง ต่อมาเดือนกันยายน 2547 ได้รวมตัวก่อตั้ง “สหกรณ์เพื่อการเกษตรตำบลคลอง ชะอุ่นจำกัด” ด้านงานรักษาป่า กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองสีสุก กลุ่ม อนุรักษ์น้ำตกสายพิณ ได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองพนม” สามารถ กำหนดกติกาป่าชุมชนโดยชุมชนยอมรับ และผลักดันให้ อบต.คลองชะอุ่น จัดทำแผนงานรักษา ป่า และประกาศเขตป่าชุมชนเขาเขียว (เทือกเขาสีสุก) ตลอดจนร่วมมือกับอำเภอ และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมผู้บุกรุกทำลายป่า นอกจากนี้ มีการสื่อสารกับสังคม โดยถ่ายทอด แนวคิด และบอกเล่ากิจกรรมผ่านสื่อมวลชน ทางหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ตลอดจนจัดทำ สื่อวีซีดี รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ยกระดับการวิเคราะห์ ทั้งระดับเครือข่ายทรัพยากร และระดับชุมชน มีการศึกษาดูงานองค์กร ชุมชนที่ประสบความสำเร็จ และร่วมกิจกรรมรณรงค์ระดับประเทศ เช่น ต่อต้านการทำเขต การค้าเสรี (FTA ) กับประเทศสหรัฐอเมริกา และผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง กฎหมายและนโยบายรัฐที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรขององค์กรชุมชน ควบคู่ไปกับ การจัดการทรัพยากรขององค์กรชุมชนในพื้นที่ แนวทางการพัฒนายกระดับสมรรถนะแห่งสิทธิ์ ที่เสนอจาผลการทำวิจัยนี้คือ ประการที่ หนึ่ง การเสริมสร้างหรือพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและเครือข่ายในการสร้างปกป้องสิทธิ์ ชุมชน และประการที่ 2 กฎหมาย กลไก และนโยบายรัฐที่จะสนับสนุนการใช้สิทธิ์บุคคล และ ชุมชนในการจัดการทรัพยากรร่วมกับรัฐควรเป็นอย่างไรที่จะสอดรับกับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โครงการสิทธิชุมชนศึกษา กรณีลุ่มน้ำปากพนัง เป็นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยเน้นการมีส่วน ร่วมของชุมชน โดยมีอาสาสมัครที่เป็นคนในพื้นที่เข้าร่วมการทำวิจัยกับโครงการฯ ซึ่งพื้นที่ เป้าหมายที่ทำการวิจัย คือ อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช โดยมี ระยะเวลาในการวิจัยเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน (15 ก.ค. 2545 - 14 ม.ค. 2549) การวิจัยครั้งนี้ต้องการที่จะทราบว่าลักษณะสิทธิชุมชนในลุ่มปากพนังควรจะเป็นอย่างไร และจากการลงไปศึกษาเก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่เป็นรายบุคคล การ จัดเวทีระดมความคิดเห็นทั้งกลุ่มย่อยกลุ่มใหญ่ ทำให้ทราบว่าฐานทรัพยากรที่สำคัญในลุ่มน้ำ ปากพนังก็คือ ระบบนิเวศน้ำกร่อย ที่เกื้อกูลอาชีพทุกอาชีพในลุ่มน้ำปากพนังให้ดำรงชีพอยู่ อย่างปกติสุข มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากระบบนิเวศน้ำกร่อยได้รับการกระทบกระเทือน หรือทำให้เสียสมดุล คนลุ่มน้ำปากพนังก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาฐานทรัพยากร ในลุ่มน้ำปากพนังก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโดยภัยธรรมชาติ หรือจากการ พัฒนาหรือการใช้สอยของมนุษย์ แต่ระบบนิเวศน้ำกร่อยของลุ่มน้ำปากพนังก็ยังเป็นฐาน ทรัพยากรที่สำคัญที่คนลุ่มน้ำปากพนังได้ใช้ประโยชน์ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนปากพนังที่บ้านบางปี้ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และมีการปิดประตูเขื่อนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ทำให้ระบบ นิเวศน้ำกร่อยหายไปจากลุ่มน้ำปากพนัง เพราะประตูเขื่อนได้กั้นน้ำเค็มจากอ่าวไทยบริเวณอ่าว ปากพนังไม่ให้ไหลเข้าไปในแม่น้ำปากพนัง ทำให้ไม่มีน้ำขึ้นน้ำลงในแม่น้ำปากพนังอีกต่อไป น้ำกร่อยที่เกิดจากการผสมกลมกลืนระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม จึงหมดไปด้วย ส่งผลต่อห่วงโซ่ อาหารและความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำปากพนัง เพราะทุกชีวิตในลุ่มน้ำปากพนังไม่ว่าจะเป็น คน พืช สัตว์ ล้วนต้องอาศัยน้ำกร่อยในการดำรงชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกอาชีพและทุกสรรพชีวิต ในลุ่มน้ำปากพนังจึงได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนตัวนี้ และมีเสียงเรียกร้องจากพี่ น้องในลุ่มน้ำปากพนังให้คืนระบบนิเวศน้ำกร่อยให้กับลุ่มน้ำปากพนัง จากการทำวิจัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่เป็นเป้าหมายในการศึกษา สรุปได้ว่าข้อเสนอ ของชุมชนเพื่อแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกันใน 3 ประเด็น คือ 1. การเปิดประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ (ประตูระบายน้ำ/เขื่อนกั้นแม่น้ำปากพนัง) โดยมีข้อเสนอ 3 แนวทางคือ 1.1 ให้เปิดประตูระบายน้ำเป็นการถาวร กลุ่มนี้เห็นว่าการสร้างประตูระบายน้ำไม่ได้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่แต่ประการใด แต่กลับเพิ่มปัญหาและความ เดือนร้อนให้แก่ชาวบ้านมากยิ่งขึ้น 1.2 ให้เปิดประตูระบายน้ำในช่วงที่ยังดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังยัง ไม่เสร็จอย่างสมบูรณ์ กลุ่มนี้เห็นว่า การปิดประตูระบายน้ำในขณะที่โครงการย่อย ๆ ต่าง ๆ ยังไม่แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้น ควรให้โครงการแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์เสียก่อนจึงจะเริ่มปิดประตูระบายน้ำ 1.3 ให้เปิดประตูระบายน้ำเพื่อศึกษาว่าระหว่างการปิดประตูระบายน้ำกับการเปิดประตู ระบายน้ำนั้นอย่างไหนเกิดประโยชน์มากกว่ากัน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ ทรัพยากรน้ำต่อไปในอนาคต 2. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนา เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาของรัฐหรืออื่น ๆ ที่เข้า ไปในพื้นที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดของชุมชน โดยเฉพาะ ในพื้นที่ที่ เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงทำให้การพัฒนาแทนที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกลับสร้างปัญหา ต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นชุมชนจึงขอให้ภาครัฐหรืองค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาพัฒนาในพื้นที่ได้ให้ชาวบ้านมีส่วนกำหนดในการพัฒนาพื้นที่ของเขา เองด้วย 3. . การจัดการทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชนโดยชุมชน ชุมชนเห็นว่าการจัดการ ทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งการกำหนดวิถีชีวิต อาชีพของชุมชนนั้น ชุมชนควรเป็นผู้กำหนดหรือ จัดการเอง เพราะชุมชนจะรู้สภาพต่าง ๆ ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นการกำหนดหรือจัดการโดยรัฐที่ไม่รับรู้ รับทราบสภาพที่แท้จริงของพื้นที่ แต่รัฐควรเป็นเพียงผู้สนับสนุน ส่งเสริมในเรื่องต่าง ๆ ที่ชุมชน ต้องการ ซึ่งจะต้องส่งเสริมให้ชุมชนตลอดจนเครือข่ายมีความเข้มแข็งขึ้นมาด้วย จึงสรุปได้ว่า สิทธิชุมชนของคนลุ่มน้ำปากพนังก็คือ สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในระบบนิเวศน้ำ กร่อยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โครงการสิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้ กรณีทะเลสาบสงขลาได้ดำเนินการในช่วงกรกฎาคม 2546 - ธันวาคม 2548 โจทย์ของวิจัยคือทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์ 3 น้ำควรมี รูปแบบการจัดการอย่างไร มีเป้าหมายการวิจัยเพื่อยกระดับชุมชนในการเรียนรู้ ความเข้าใจ เรื่องสิทธิของชุมชนบนฐานทรัพยากรลุ่มน้ำทะเลสาบตามรัฐธรรมนูญ และเพื่อสร้างเครือข่าย ความร่วมมือของคน องค์กรในชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ ในการจัดการจัดการทรัพยากร ร่วมกัน โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจเดียวกัน พื้นที่เป้าหมายในการวิจัย มีพื้นที่หลัก 4 พื้นที่ และพื้นที่เครือข่าย 25 ชุมชน โดยได้ เลือกเอาหมู่บ้านในแต่ละภูมินิเวศนั้นๆ เป็นตัวแทน คือในพื้นที่ทะเลสาบตอนบนสุด ได้เลือก ชุมชนทะเลน้อย เป็นพื้นที่ตัวแทนภูมินิเวศ ภูมินิเวศในแถบทะเลหลวงมีบ้านปากพล เป็น ตัวแทน บ้านบ่อนนท์เป็นตัวแทนของภูมินิเวศทะเลสาบตอนกลาง และบ้านท่าเมรุ เป็นตัวแทน ของทะเลสาบตอนล่าง ส่วนพื้นที่เครือข่าย 25 ชุมชนประกอบด้วยสมาชิกสมาพันธ์ชาวประมง ทะเลสาบสงขลา 23 ชุมชน และชุมชนชาวนา อำเภอระโนด 2 ชุมชน คือ บ้านหัวป่า ตำบลบ้าน ขาว อำเภอระโนด และบ้านปากบาง ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด วิธีการในการวิจัยได้ใช้ การสัมภาษณ์ การเก็บความจากเวทีกิจกรรมต่างๆ การรวบรวมจากเอกสารงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง การลงพื้นที่ร่วมกับอาสาสมัครชาวบ้าน และศึกษาประเด็นที่ร่วมกันกำหนด ผลการวิจัยพบว่า สภาพภูมิศาสตร์ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาในอดีตอุดมด้วย ทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนพื้นดินและในทะเลสาบ ส่งผลให้มีผู้คนเข้ามาอาศัยและตั้งถิ่นฐานเป็น ชุมชนในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีอาชีพที่หลากหลายตามฐานทรัพยากรในท้องถิ่นที่ อยู่ เช่น การตัดไม้เสม็ด สานเสื่อใบเตย สานกระจูด เย็บจาก ทำน้ำตาลโตนด การเลี้ยงสัตว์ ใช้สาหร่ายและพืชน้ำต่างๆ เป็นอาหาร ทำกระเบื้องดินเผา ปั้นหม้อ และทำนาข้าวไว้กินใน ครอบครัว ซึ่งอาชีพเหล่านี้เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวโดยใช้ตลาดนัดเป็นจุด แลกเปลี่ยน ซื้อขาย ผลผลิตซึ่งกันและกัน ส่วนการทำประมงในทะเลสาบเป็นการทำเพื่อบริโภค ในครัวเรือน ในปี 2500 หรือในช่วงต้นของการประกาศใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้การผลิตเพื่อการพาณิชย์เริ่มขยายตัวมากขึ้นโดยเฉพาะในการทำนาข้าวแบบสมัยใหม่ ใช้ ข้าวพันธุ์ใหม่ มีระบบชลประทาน มีนโยบายขยายเพิ่มการส่งออกสัตว์น้ำกว้างขวางมากขึ้น ความต้องการบริโภคสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ขยายตัวมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติรอบฝั่ง ทะเลสาบค่อยๆ เสื่อมโทรมลง ปัญหาของทะเลสาบในปัจจุบันมีทั้งด้านของระบบนิเวศน์ และปัญหาชุมชน ความเสื่อม โทรมของทะเลสาบในด้านระบบนิเวศน์ ได้แก่ ความตื้นเขิน พื้นทะเลสาบเป็นเลนแทนที่ทราย น้ำเน่าเสีย ผักตบชวาแพร่กระจาย การไหลเวียนน้อยลง น้ำแช่ขัง ด้านปัญหาอันเกิดจากชุมชน ด้วยกันเองก็มีมาก เนื่องจากยังมีชาวประมงจำนวนหนึ่งทำการประมงแบบทำลายล้าง ด้วย เครื่องมือต่างๆ คือ ใช้ไฟช็อตปลา การใช้อวนรุน กล่าวได้ว่าสภาพวิกฤติของทะเลสาบประกอบ ไปด้วยปัญหาทั้ง 2 มิติคือ มิติการจัดการทรัพยากร และการจัดการชุมชน สืบเนื่องจากฐานทรัพยากรในทะเลสาบสงขลาลดความอุดมสมบูรณ์ลง ชุมชน ชาวประมงรอบทะเลสาบจึงอยู่ในเงื่อนไขปัญหาร่วมกัน คือ การลดลงของสัตว์น้ำมาโดยตลอด ซึ่งปัญหานี้ชาวประมงรอบทะเลสาบมีจุดสนใจร่วมกันว่า จะต้องมีการฟื้นฟูทะเลสาบเพื่อให้มี ความอุดมสมบูรณ์ดั่งเดิมก่อน พ.ศ.2500 โดยประมาณ ซึ่งรูปธรรมที่ชาวประมงปฏิบัติคือ การ รวมกลุ่ม การฟื้นฟู ป่าชายเลน การทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ฯลฯ โดยเกิดขึ้นในบริเวณชุมชน ต่างๆ พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวปกป้องมิให้มีเขื่อนปิดกั้นทะเลสาบมาโดยตลอด ในนามของ “ชมรมชาวประมง” และ “สมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบสงขลา” เป้าหมายของคนพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบ คือ การฟื้นฟูทะเลสาบให้ระบบน้ำได้ไหลเวียนดัง ในอดีต โดยคาดหวังว่าหากน้ำในทะเลสาบไหลเวียนได้ จะสามารถแก้ไขปัญหาทะเลตื้นเขิน ปัญหาสัตว์น้ำลดลง อันมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมง และผู้คนราย รอบทะเลสาบได้ในที่สุด การปฏิบัติการในช่วงโครงการสิทธิฯ จึงมุ่งตอบโจทย์ว่า ระบบนิเวศน์ 3 น้ำควรมีรูปแบบการจัดการอย่างไร โดยมีแกนนำของชุมชนชาวประมงในนามของ “สมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบ” เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยต่อยอดการทำงานด้านการจัดการ ทรัพยากรที่ทำมาก่อนหน้า มีการวิเคราะห์การทำงานที่ผ่านมา สรุปบทเรียน และการวาง ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาของทะเลสาบให้ได้ โดยจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ ใหม่ ปรับขบวน เอาจุดอ่อนจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เปิดการทำงานเชิงรุกมาก ขึ้นซึ่งในช่วงของโครงการสิทธิฯ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แนวทางที่ดำเนินการ คือ การศึกษา ข้อมูลด้วยตัวเอง เช่น การลงศึกษา สำรวจพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาแนวทางในการ ดำเนินการ และกระบวนการสร้างพันธมิตรกับกลุ่มคนลุ่มน้ำทะเลสาบ เช่น กลุ่มชาวนาทุ่ง ระโนดโดยใช้กระบวนการเรียนรู้และการจัดทำกิจกรรมร่วมกัน กลุ่มป่าต้นน้ำโดยการจัดเวที แลกเปลี่ยนและแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้วยกัน ข้อสรุปของการจัดการระบบนิเวศน์สามน้ำโดยประชาชน มีหลักการหรือ ยุทธศาสตร์ 3 ด้านที่ควรทำไปพร้อมๆ กัน คือ 1) การมองทะเลสาบทั้งระบบเป็นจุดเริ่ม ของการนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การพัฒนาและฟื้นฟูทะเลสาบต้องยึดหลักการ รักษาระบบนิเวศน์ 3 น้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรของชุมชนในลุ่มน้ำทะเลสาบโดยรวม 2) ในกระบวนการพัฒนาและฟื้นฟูทะเลสาบ ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ และได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากภาครัฐ และแก้ปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มอาชีพ ที่ต่างกันแต่ใช้ทะเลสาบเป็นฐานทรัพยากรร่วมกัน งานวิจัยสิทธิชุมชนศึกษากรณีป่าต้นน้ำเขาพระ ดำเนินการภายใต้กรอบความคิดที่ว่า ชุมชนสามารถดำเนินการศึกษาวิจัยรูปแบบการจัดการน้ำ และการจัดการป่าในเขตป่าอนุรักษ์ใน พื้นที่ต้นน้ำเขาพระโดยองค์กรชุมชนได้ เพื่อให้เป็นทางเลือกในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า โดยองค์กรชุมชนเอง และเพื่อเป็นข้อมูล ทางเลือก และข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ มีการยกเลิกการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ ความผาสุขของชุมชนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ความสัมพันธ์ในระดับเครือญาติของคนในชุมชน และเพื่อให้คนกับป่าอยู่ ร่วมกันอย่างสมดุลย์ พื้นที่เป้าหมายหลัก คือ หมู่ที่ 6 บ้านคลองลำแชง และหมู่ที่ 12 บ้านคลองลำขัน(คลอง หิน) ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา พื้นที่เป้าหมายรอง ได้แก่ หมู่ที่ 7 บ้าน คลองกั่ว หมู่ที่ 6 บ้านคลองปริก(บ้านบนควน) และหมู่ที่ 5 บ้านควนดินแดง(คอกช้าง) ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ผลการดำเนินงานในด้านกระบวนการทำงานในช่วงโครงการสิทธิฯ มี 2 ด้านคือด้าน การสร้างฐานชุมชน และสมรรถนะแห่งสิทธิ ทั้งนี้โดยใช้เครื่องมือวิจัยเพื่อพัฒนา และยึดถือ หลักการคือให้ชุมชนเป็นผู้ปฏิบัติการเป็นหลัก และนักวิจัยสนับสนุนด้านข้อมูล สถานการณ์ ภายนอก การผลิดสื่อ เอกสาร และการประสานเวที ตลอดจนการสรุปบทเรียนเป็นระยะๆ ผลที่ เกิดขึ้นมีดังนี้ ประการแรก ชุมชนเป็นผู้ปฏิบัติการเสริมสร้างสิทธิด้านสร้างฐานองค์กรชุมชน มี กิจกรรมคือ ในด้านการเสริมสร้างคน ได้เกิดการพัฒนาศักยภาพทีมวิจัย โดยการนำแกนนำ ชุมชนและนักวิจัยไปศึกษาดูงาน จัดเวทีเรียนรู้ในด้านนโยบาย ด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ มี การศึกษาข้อมูลฐานทรัพยากรของชุมชน ด้านการสร้างเครือข่ายได้มีกิจกรรมในด้านการ ประสานเครือข่ายองค์กรชุมชน ทั้งในพื้นที่และองค์กรพันธมิตรนอกพื้นที่อื่นๆ ด้านการจัดการ ทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน ได้มีการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า และในด้านการจัดการองค์ ความรู้ได้จัดการในรูปแบบลาน 9 ภูมิปัญญา ประการที่สอง การสร้างสมรรถนะแห่งสิทธิเพื่อปกป้องพื้นที่ป่าและแหล่งทำมาหากิน ของชุมชน จากการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ ชุมชนตื่นตัวคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำ ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น การต่อสู้ด้วยข้อมูลหรือการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ การศึกษาดูงานผลกระทบจากการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำในพื้นที่อื่นๆ เพื่อนำเอาบทเรียนที่ ได้มาใช้เป็นข้อมูลในการคัดค้านการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ต่อไป นอกจากการต่อสู้ใน เรื่องการคัดค้านการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำแล้ว ชุมชนยังได้ต่อสู้ในเรื่องสิทธิที่ทำกินและต่อสู้ใน เรื่องการคัดค้านการดูดทรายของนายทุน สำหรับบทเรียนในด้านการทำงานที่ผ่านมานั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุก โครงการที่จะดำเนินการในพื้นที่คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ควรสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยการประชาสัมพันธ์โครงการ การรับฟังความคิดเห็น และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะดำเนินโครงการ และสร้างมาตรการให้ชุมชน สามารถเข้าตรวจสอบโครงการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองควร ให้ความร่วมมือกับชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วม และวางแผนการทำงานร่วมกับชุมชนอย่าง ต่อเนื่อง และในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานนั้น ต้องมีการทำงานแบบ ธรรมาภิบาล มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริงเพื่อสร้างมาตรฐานการ ทำงานอย่างมีส่วนร่วมและเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จากการดำเนินงานวิจัยที่ผ่านมานั้น ก่อเกิดคุณประโยชน์อย่างมากต่อชุมชน ทำให้ ชุมชนเข้าใจสิทธิชุมชนได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการดำรงชีวิต สิทธิในการจัดการทรัพยากร สิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ และในด้านการเคลื่อนไหวสิทธิชุมชนที่ผ่านมานั้น เกิดรูปธรรมในด้านการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ซึ่งรูปแบบการจัดการน้ำที่เหมาะสมสำหรับ ชุมชนป่าต้นน้ำ โดยการใช้พื้นที่บ้านคลองลำแชงและพื้นที่บ้านคลองลำขัน(คลองหิน) เป็น ตัวแทนในการจัดการน้ำระดับตำบล ทำให้ทราบว่ารูปแบบการจัดการน้ำที่เหมาะสมคือการ จัดการน้ำระบบประปาภูเขา การจัดการน้ำระบบฝายหินหรือฝายแม้ว และการจัดการน้ำแบบ เขตอภัยทาน ซึ่งเป็นการจัดการน้ำโดยอาศัยภูมิปัญญาชุมชนที่สอดคล้อง และเหมาะสมกับ ชุมชน และสำหรับการจัดการป่าในเขตป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ต้นน้ำเขาพระโดยองค์กรชุมชนที่ เหมาะสมคือการจัดการป่าชุมชน ซึ่งอยู่ในรูปแบบป่าชุมชนชายคลอง หรือป่าชุมชนในพื้นที่ อนุรักษ์ ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมและความพร้อมของชุมชนแต่ละพื้นที่ และสำหรับด้านการ จัดการดินที่เหมาะสมในพื้นที่คือ การจัดการเกษตรทางเลือกหรือเกษตรผสมผสาน ในรูปแบบ เกษตรธาตุ 4 ซึ่งเป็นการอาศัยความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ การจัดการเกษตรรูปแบบ เกษตร 4ย. ซึ่งเป็นการเอื้อต่อความยั่งยืนของทรัพยากรดิน น้ำ ป่าและชีวิต นอกจากนี้รูปแบบ เกษตรที่เหมาะสมในพื้นที่สวนยางพาราคือ การทำเกษตรโดยปลูกพืชร่วมยาง และยังมีการทำ เกษตรที่เป็นการพึ่งพาตนเองโดยการปลูกไม้ใช้สอย หรือไม้มีค่าในพื้นที่เพื่อสร้างรายได้เสริม ให้กับชุมชน เช่น การทำพฤกษศาสตร์ชุมชน โดยการปลูกไม้กฤษณา การทำเกษตรดังกล่าวจะ ทำให้เกิดความสมดุลย์ต่อระบบน้ำ ดิน และสร้างรายได้เสริม หรือความมั่นคงทางอาหารให้กับ ชุมชนได้อีกทางหนึ่ง การจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าของชุมชนบ้านคลองลำแชงและชุมชนบ้านคลองลำขัน (คลองหิน) นอกจากจะเป็นต้นแบบการสร้างรูปธรรมในด้านการจัดการแล้ว ยังเป็นต้นแบบใน การสร้างจิตสำนึก การสร้างความร่วมมือของหน่วยงาน องค์กรพันธมิตรอื่นๆ และจะเป็นส่วน หนึ่งในการหล่อหลอมจิตวิญญาณการรวมตัวต่อสู้ในด้านการจัดการทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน การอาศัยพึ่งพาภูมิปัญญาชาวบ้านและต้นทุนของชุมชนเอง สิ่งเหล่านี้จะสร้างความภาคภูมิใจ ให้กับลูกหลานเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป ในการเรียกร้องสิทธิและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่าง ต่อเนื่องสืบไป

บรรณานุกรม :
นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ . (2551). สิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ . 2551. "สิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ . "สิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print.
นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ . สิทธิชุมชนศึกษาภาคใต้. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.