| ชื่อเรื่อง | : | สิทธิชุมชนศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
| นักวิจัย | : | สนั่น ชูสกุล |
| คำค้น | : | ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ , สิทธิชุมชน |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2551 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4640031 , http://research.trf.or.th/node/3546 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยเรื่องสิทธิชุมชนอีสานนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม ระหว่างปี 2546-2549 ใน 3 พื้นที่วิจัย คือ ลุ่มน้ำมูน ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ป่าภูสีฐาน พื้นที่ดังกล่าวล้วนกำลังประสบผลกระทบจากโครงการพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรของรัฐ ทั้งจากการจัดการ น้ำโดยการสร้างเขื่อน การประกาศป่าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎร และการใช้ทรัพยากรโดยภาคเอกชน คือการดูดทรายในลำน้ำ และการกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำไร่อ้อยขนาดใหญ่ โจทย์วิจัยสำคัญ คือ ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เป้าหมายจะพัฒนาขีดความสามารถในการใช้สิทธิ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยองค์กรชุมชนอย่างไร? ซึ่งมีโจทย์ย่อยในการศึกษาถึงกระบวนการและเงื่อนไขการละเมิดสิทธิ์ การพัฒนาขีดความสามารถในการใช้สิทธิของชุมชน รูปแบบทางเลือกในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยองค์กรชุมชนและกระบวนการที่ เหมาะสมในการส่งเสริมการใช้สิทธิ์ของชุมชน นักวิจัยของโครงการเป็นนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านมาแต่เดิม และใช้กระบวนการวิจัยนี้ในการเรียนรู้ และปฏิบัติการร่วมกับ “นักวิจัยไทยบ้าน” และผู้นำชุมชน ตลอดระยะเวลา 3 ปี ข้อค้นพบสำคัญของการวิจัย คือ 1) ดินแดนที่เรียก “ภาคอีสาน” เป็นถิ่นฐานที่มีความเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ และมีพัฒนาการต่อเนื่องของความเป็น “ชุมชน” บนฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์มาหลายพันปี ยุคประวัติศาสตร์มีความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ใต้อิทธิพลวัฒนธรรมแห่งอาณาจักร เขมร ลาว และสยาม หล่อหลอมเป็นคนพวกเดียวกันด้วยระบบความเชื่อเรื่องผี ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ 2) ระบบสิทธิชุมชนอีสาน เป็นระบบคิดที่มีเหตุมีผล สร้างขึ้นมาจากการพิสูจน์ทดสอบลองผิดลองถูกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทาง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชน ที่ถูกกระทำจากภายนอกและกระบวนการภายใน เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับคนกับ สังคมและองค์ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ชุมชนอีสานมีหลักคุณค่าอันเป็นรากฐานของการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละคน หรือ “สิทธิชุมชน” หลักคุณค่านั้น ได้แก่ หลักความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ หลักศีลธรรมและบุญกรรมตามหลักศาสนา หลักอาวุโสและบารมี หลักทรัพย์สิน ส่วนรวม หลักความยั่งยืนและหลักความยุติธรรมในการอยู่ร่วมกัน มีลักษณะกรรมสิทธิ์เป็นสิทธิเชิงซ้อน ดำรงอยู่ร่วมกันระหว่างสิทธิส่วนบุคคล สิทธิเครือญาติ สิทธิส่วนรวม สิทธิรัฐและสิทธิสาธารณะ ซึ่งมีความยืดหยุ่น สามารถอำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย มีกฎระเบียบตามจารีต ประเพณี คือ “ฮีต12คอง14” อันเป็นแนวปฏิบัติตามประเพณี “ขะลำ” หรือข้อห้าม และ “ผญา” ซึ่งเป็นข้อคิดคำเตือน มีระบบการพิจารณาลง โทษโดยกลไกภายในของชุมชน ถือได้ว่าชุมชนอีสานมีระบบการจัดการภายในและมีศักยภาพในการ “ปกครองตนเอง” ในระดับสูง 3) การละเมิดสิทธิชุมชนโดยรัฐและทุนที่เกิดขึ้น ได้แก่ สิทธิการเข้าถึง ใช้ประโยชน์ และจัดการดูแลทรัพยากร สิทธิกรรมสิทธิ์ตาม จารีตประเพณี สิทธิการตั้งถิ่นฐานและความสงบสันติของชุมชน สิทธิด้านข่าวสารและการมีส่วนร่วม การละเมิดสิทธิ์เกิดขึ้นบนเงื่อนไขของการ ครอบงำทางด้านความรู้และอุดมการณ์จากรัฐ เงื่อนไขทางกฎหมายและนโยบายรัฐที่ไม่รับรองสิทธิชุมชน และเงื่อนไขทางวัฒนธรรม- ประวัติศาสตร์ที่สร้างจิตสำนึกแก่ชุมชนอีสานให้เป็น “ผู้สยบยอมต่ออำนาจรัฐ” 4) พบว่า ชุมชนอีสานในสถานการณ์ใหม่ ซึ่งถูก “ละเมิดสิทธิชุมชน” ได้ “ปรับตัว” จากการยอมจำนน หลบหลีก และการหวังพึ่ง อำนาจที่เหนือกว่า มาเป็นเคลื่อนไหวทางสังคมและกดดันต่อรองต่อรัฐด้วยสันติวิธี ขณะเดียวกันก็มีการปรับตัวทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและปรับ กติกาและกลไกการจัดการชุมชน ซึ่งแยกการเคลื่อนไหวออกได้เป็น 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ (4.1) การเคลื่อนไหวเพื่อจัดดุลความสัมพันธ์กับภายนอก หรือการ “สร้างอำนาจ” ของกลุ่มคนที่ “ไร้อำนาจ” โดยใช้หลักสันติวิธี คือการตั้งอยู่ในสัจจะยึดมั่นกับความจริงไม่เบียดเบียนทำร้ายและการอดทนยอมรับความทุกข์เพื่อยืนยันสัจจะ มีการเลือกใช้ยุทธวิธีอย่างหลาก หลาย ทั้งการเคลื่อนไหวตามช่องการเมืองปกติหรือการร้องเรียนต่อราชการ และการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการแก้ปัญหา โดยการสร้างพื้นที่ทางข่าวสาร การชุมนุม การเดินรณรงค์ เดินขบวน การดื้อแพ่งหรือการปฏิบัติเพื่อปฏิเสธกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมการใช้ วัฒนธรรมประเพณีของชุมชนในการเคลื่อนไหว การสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางการเมือง การเปิดเวทีสาธารณะ การสร้างข้อตกลงกับเจ้า หน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ การเคลื่อนไหวเหล่านี้สามารถสร้างช่องทางใหม่ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาได้ (4.2) การสร้างความเข้มแข็งภายในของชุมชน เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” โดยการพัฒนากระบวนประชุม การวิจัยไทบ้าน การเรียนรู้ท่ามกลางปฏิบัติการสรุปบทเรียน และการเรียนรู้จากภายนอกโดยการศึกษาดูงาน ฝึกอบรม “การจัดตั้งกลุ่ม/องค์กร/ เครือข่ายให้เข้มแข็ง”, “การสร้างเศรษฐกิจชุมชน”, “การปรับกติกาและกลไกการจัดการชุมชน” และ “การสร้างรูปแบบการจัดการทรัพยากรอย่าง ยั่งยืนของชุมชน” 5) พบว่า ชุมชนสามารถพัฒนาทางเลือกในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อย่างมีประสิทธิภาพ มีความยั่งยืนและเป็นธรรม โดยประสมประสานจารีตประเพณีและการจัดการสมัยใหม่ด้วยสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์และการถ่วงดุลจากภายนอกในสัดส่วนที่ เหมาะสม 6) กระบวนการที่เหมาะสมในการส่งเสริมสิทธิชุมชน คือ ผู้ส่งเสริมต้องให้ข้อมูลและสนับสนุนส่งเสริมให้องค์กรชาวบ้านเกิด กระบวนการเรียนรู้อย่างเท่าทันสถานการณ์และลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตน เชื่อมโยงให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาและองค์กร ภายนอกต้องทำงานร่วมกับชุมชนอย่างเกาะติดและกลมกลืน 7) ข้อเสนอสำคัญของงานวิจัยนี้ คือ ชุมชน ต้องสร้างความเข้มแข็งและใช้สิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรของชุมชน สร้างแผนพัฒนา ของชุมชนบนหลักการ “กำหนดอนาคตของตนเอง” ในกรณีละเมิดสิทธิ์ชุมชนสามารถใช้ “สันติวิธี” เพื่อแก้ปัญหา รัฐ ควรทบทวนระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคและสร้างกระบวนการเรียนรู้พร้อมการผลักดันกฎหมายรับรองสิทธิชุมชน และ องค์กรส่งเสริมสิทธิชุมชน ควรร่วมสร้าง องค์ความรู้ สร้างความเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างเครือข่ายและผลักดันการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนด้วยวิธีที่หลากหลาย งานวิจัยสิทธิชุมชนศึกษา พื้นที่ป่าภูสีฐาน เป็นหนึ่งในชุดงานวิจัยสิทธิชุมชนภาคอีสานซึ่งมีพื้นที่หลักในการวิจัยคือ บ้าน โนนป่าก่อ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร มีชุมชนรอบป่าภูสีฐานและเครือข่ายป่าที่ดินภาคอีสาน เป็นพื้นที่เครือข่าย ร่วม ชุมชนวิจัยกำลังเผชิญหน้ากับนโยบายการจัดการพื้นที่อนุรักษ์(เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า)ในทิศทางที่จะอพยพชาวบ้านโนนป่าก่อ ๕๔ หลังคาเรือนออกจากที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน ขณะที่ชาวบ้านยืนยันสิทธิของชุมชนและเคลื่อนไหวคัดค้าน งานวิจัยนี้เกิดขึ้น ระหว่างปี ๒๕๔๕ – ๒๕๔๘ เพื่อจะตอบคำถามสำคัญคือ ชุมชนท้องถิ่นจะพัฒนาความสามารถในการใช้สิทธิ์ในจัดการทรัพยากรธรรม ชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ข้อค้นพบสำคัญคือ ชุมชนบ้านโนนป่าก่อ เป็นชุมชนบ้านป่าที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ขยายตัวในช่วงยุคปลูกพืชเศรษฐกิจหลัง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ชาวบ้านโนนป่าก่อประกอบด้วยคนชาติพันธุ์ลาว ผู้ไท ข่า ญ้อและเขมร อยู่ร่วมอย่างกลมกลืน ด้วยการแต่งงาน เกี่ยวดองกันทั้งหมู่บ้านและการผสมผสานกลืนกลายทางวัฒนธรรม ระบบสิทธิของชุมชนบ้านโนนป่าก่อ มีกระเบียบตามจารีตประเพณีที่ชุมชนยึดถือคุณค่าในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณธรรมทางศาสนา คุณค่าในผลประโยชน์ส่วนรวม และความยุติธรรมในการอยู่ร่วมกัน มีพระสงฆ์ ผู้เฒ่า ผู้นำบารมีและผู้นำพิธีกรรม เป็นผู้สืบทอดรักษาดู แลกติการ่วมของชุมชน ด้านระบบกรรมสิทธิ์ มีสิทธิส่วนบุคคล สิทธิร่วมของชุมชนและสิทธิรัฐ ดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสิทธิเชิงซ้อน ที่ยืด หยุ่นและอำนวยประโยชน์ร่วมต่อสมาชิกชุมชนอย่างยุติธรรม สิทธิชุมชนโนนป่าก่อ ถูกละเมิดโดยการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและโครงการจัดการลุ่มน้ำบางทราย เกิดผลกระทบ และความขัดแย้งสำคัญ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิ์การตั้งถิ่นฐาน สิทธิที่ดินทำกิน สิทธิจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิอื่นๆ การ ละเมิดสิทธิ์มีเงื่อนไขมาจาก ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม นโยบายรัฐที่มีอคติและมายาคติทางสังคม ที่มองชาวบ้านเป็นจำเลยของ การทำลายป่า การคุกคามและการละเมิดสิทธิ์ ชาวโนนป่าก่อและเครือข่ายรอบป่าภูสีฐาน ได้หาทางออกโดยการหลบหลีก ยินยอม ขอพึ่ง อำนาจที่เหนือกว่า เมื่อเกิดการเรียนรู้ทางนโยบายและกฎหมายมากขึ้น จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องตามแนวสันติวิธี เช่น การรวมกลุ่ม สร้างเครือข่าย การชุมนุมการเดินทางไกล การดื้อแพ่ง และการสร้างข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ การคำนึงถึงความชอบธรรมที่จะอยู่ในพื้นที่ป่าต่อไป ชุมชนได้เกิดการปฏิรูปสร้างทางเลือกใหม่เพื่อพิสูจน์ตนเองและสร้าง ความเข้มแข็งของชุมชน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจคือ ระบวนเกษตร หัตถกรรม สร้างกองทุนออมทรัพย์ กองทุนข้าว การจัดการทรัพยา กรอย่างยั่งยืนเป็นธรรม โดยการปฏิรูปจัดการที่ดินกันเองภายใน การจัดการป่าชุมชนและการสร้างแบบแผนทางวัฒนธรรม โดยผู้เป็นที่ ปรึกษาส่งเสริมสำคัญคือ องค์กรพัฒนาเอกชน งานวิจัยมีข้อเสนอสำคัญคือ รัฐต้องออกกฎหมายรับรองสิทธิชุมชน ยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แก้ไข เยียวยาผลกระทบและสนับสนุนชาวบ้านในการทำทางเลือกในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน บนฐานคิด “คนอยู่ร่วมกับป่า” และ ชุมชนต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาองค์ความรู้และความเข้มแข็งโดยการพัฒนาการรวมตัวและสร้างเครือข่าย การวิจัยสิทธิชุมชนลุ่มน้ำซี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการระหว่างปี ๒๕๔๖ - ๒๕๔๙ ในพื้นที่ลุ่มน้ำซี บ้านหนองดู่ จังหวัด ของแก่น บ้านท่าลาดจังหวัดร้อยเอ็ด และเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำซี ซึ่งชุมชนได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาในพื้นที่และผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนโครงการโขง ชี มูล นักวิจัยเป็นนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านมาแต่เดิมและใช้กระบวนการวิจัย เป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้และปฏิบัติการสิทธิชุมชนร่วมกันกับ “นักวิจัยไทบ้าน” ตลอดระยะเวลา ๓ ปี คำถามสำคัญของการวิจัย คือ ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เป้าหมายจะพัฒนาความสามารถในการใช้สิทธิจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ? ข้อค้นพบของการวิจัย คือ ๑) ชุมชนลุ่มน้ำซีมีฐานทรัพยากรหลายหลากแบบระบบป่าดิบบริเวณต้นน้ำซีระบบป่าโคก อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำซีตอนกลาง และนิเวศน์บุ่งทามพื้นที่ตอนใต้ของพื้นที่ลุ่มน้ำซีตอนปลายมีประวัติการตั้งถิ่นฐานในระยะ ๑๐๐ - ๒๕๐ ปีที่ผ่านมา ชุมชนมีฐาน เศรษฐกิจแบบยังชีพที่พอเพียง มีการสั่งสมวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง มีระบบการปกครองตนเอง เป็นรากฐานที่เข้มแข็งของระบบสิทธิ ชุมชน ๒) ระบบสิทธิชุมชน มีองค์ประกอบสำคัญ คือ “หลักคุณค่า” คือ เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศีลธรรมตามหลักพุทธศาสนา หลัก อาวุโส หลักความยั่งยืน หลักทรัพย์สินและผลประโยชน์ส่วนรวม และหลักยุติธรรม ฐานะของสิทธิชุมชนในสังคมและในรัฐ แม้ไม่มี กฎหมายรับรอง แต่สิทธิชุมชนก็มีตัวตนอยู่จริงในวิถีของชุมชนและสังคม ๓) ชุมชนสามารถพัฒนาทางเลือกในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อย่างมีประสิทธิภาพ มีความยั่งยืนและเป็นธรรม โดยประสมประสานจารีตประเพณีและการจัดการสมัยใหม่ด้วยสร้างการมีส่วนร่วมจากภายนอกในสัดส่วนที่เหมาะสม ๔) การละเมิดสิทธิชุมชนโดยรัฐเกิดขึ้นบนเงื่อนไขของการครอบงำทางด้านความรู้และอุดมการณ์จากรัฐ เงื่อนไขทาง กฎหมายที่ไม่รับรองสิทธิชุมชน และเงื่อนไขทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ที่สร้างจิตสำนึกแก่ชุมชนให้เป็น “ผู้สยบยอมต่ออำนาจรัฐ” ๕) กรณีการละเมิดสิทธิชุมชนลุ่มน้ำซี ชาวบ้านได้สร้างกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติการสิทธิชุมชนโดยการส่งเสริมของ องค์กรพัฒนาเอกชน มีการเรียนรู้ปัญหาจากกลุ่มเล็ก ๆ มีการจัดตั้งองค์กร ขยายเครือข่าย การใช้สิทธิ์ตามช่องทางการเมืองปกติ ชาวบ้าน ได้ใช้ปฏิบัติการเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่และสร้างช่องทางใหม่ในการแก้ปัญหาเกิดนวัตกรรมของการใช้สิทธิชุมชนอย่างหลากหลาย เช่น การสร้างพื้นที่ทางสังคม การใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นในการเคลื่อนไหวขณะเดียวกันก็มีการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรโดยการ จัดองค์กรแบบเวทีเครือข่าย การสร้างทางเลือกอาชีพ การจัดการป่าชุมชน การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และการ ยกระดับกระบวนการเรียนรู้ให้เท่าทันสถานการณ์ใหม่ ๖) กระบวนการที่เหมาะสมในการส่งเสริมสิทธิชุมชน คือ องค์กรภายนอกต้องให้ข้อมูลและสนับสนุนส่งเสริมให้ องค์กรชาวบ้านเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างเท่าทันสถานการณ์และลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตน และเชื่อมโยงให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ภาคส่วนในการแก้ปัญหาและองค์กรภายนอกต้องทำงานร่วมกับชุมชนอย่างเกาะติดต่อเนื่อง ๗) ข้อเสนอสำคัญของงานวิจัยนี้ คือ ชุมชน ต้องสร้างความเข้มแข็งและใช้สิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรของชุมชน สร้างแผนพัฒนาของชุมชนบนหลักการ “กำหนดอนาคตของตนเอง” ในกรณีละเมิดสิทธิ์ชุมชนสามารถใช้ “สันติวิธี” เพื่อแก้ปัญหา รัฐ ควรทบทวนระเบียบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและสร้างกระบวนการเรียนรู้พร้อมการผลักดันกฎหมายรับรองสิทธิชุมชน และ องค์กร ส่งเสริมสิทธิชุมชน ควรร่วมสร้างองค์ความรู้ สร้างความเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อสิทธิชุมชนด้วยวิธีที่หลากหลาย |
| บรรณานุกรม | : |
สนั่น ชูสกุล . (2551). สิทธิชุมชนศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สนั่น ชูสกุล . 2551. "สิทธิชุมชนศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สนั่น ชูสกุล . "สิทธิชุมชนศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print. สนั่น ชูสกุล . สิทธิชุมชนศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.
|
