ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค (ระยะที่ 1)

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค (ระยะที่ 1)
นักวิจัย : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
คำค้น : 5 ภูมิภาค , ระยะที่ 1 , อาณาบริเวณศึกษา
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2550
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4310003 , http://research.trf.or.th/node/3398
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัย “การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชา : ปัญหาที่ประสบในปัจจุบัน และแนวทาง แก้ไขในอนาคต” ได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการทำวิจัยไว้ 2-3 ประการ คือ ประการแรกเพื่อศึกษาวิจัย ให้การค้าชายแดนที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันได้พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา ให้มีศักยภาพเกื้อหนุน ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศได้ใช้ประกอบอาชีพเพื่อจะได้มีสภาพ อยู่ดีกินดีขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ประการที่ 2 ที่ตั้งใจวิจัยคือ วิจัยความเป็นไปได้ในการลงทุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและ ขนาดย่อม (SMEs) ในบริเวณจังหวัดชายแดนของไทยที่ติดต่อกับกัมพูชา และในจังหวัดชายแดน ของกัมพูชาที่ติดต่อกับไทย เพื่อมุ่งหวังให้นำทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นชายแดนมาผลิตเพิ่มมูล ค่าให้กับสินค้า ประการที่ 3 วิจัยถึงการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าทางชายแดน และขยายตัวไปสู่การส่งเสริมด้าน การท่องเที่ยวทางชายแดนระหว่างไทย-กัมพูขาให้จัดการท่องเที่ยวรวมกันเป็นชุดเดียวได้ เพราะ ทั้งสองประเทศมีศิลปวัฒนธรรมเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชายิ่งเจริญเท่าไร ก็จะมี สิ่งผิดกฎหมายแอบแฝงตามมาเป็นเงาตามตัวมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันปัญหาการค้าชายแดน ที่รัฐบาลไทยประสบอยู่ด้านกัมพูชาคือ ปัญหาบ่อนการพนันซึ่งจะต้องหาทางร่วมมือกับรัฐบาล กัมพูชาหาทางแก้ไข ส่วนปัญหาอื่น ๆ ได้แก่ ความไม่สะดวกของถนนหนทางในการขนส่งสินค้าก็ มีทางแก้ไขด้วยการร่วมมือพัฒนา และการให้งบประมาณช่วยเหลือพัฒนาของรัฐบาลไทย ส่วน ปัญหาความไม่มีกฎระเบียบในการค้าชายแดนของกัมพูชา มีทางแก้ไขได้เช่นเดียวกันโดยไทยให้ ความช่วยเหลือทางวิชาการอบรมเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาให้รู้งานในระบบใหม่ซึ่งมีมาตรฐานสากล อันจะช่วยบรรเทาปัญหาและอุปสรรคได้ในระดับหนึ่งสำหรับระยะเวลาอันสั้น ส่วนการแก้ไขใน ระยะยาวสำหรับอนาคต คงจะต้องให้ฝ่ายกัมพูชาพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบการค้าชายแดนให้ เข้าสู่ระบบมาตรฐานสากลมากขึ้น งานวิจัยโครงการนี้จึงขอเสนอเป็นแนวทางแก้ไข ผลจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่การลงมือ ปฏิบัติของทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง สองประเทศที่ยั่งยืน งานวิจัยเกี่ยวกับภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารานี้มีจุดประสงค์สำคัญคือการ ศึกษาลักษณะโดยทั่วไปของภูมิภาคดังกล่าวเริ่มจากประวัติความเป็นมาของแอฟริกา ความ สำคัญและศักยภาพของแอฟริกาต่อโลกและไทย ปัญหาเผชิญหน้าแอฟริกาทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โรคระบาดหรือโรคเอดส์ ปัญหาสภาพแวดล้อมหรือการขยายตัว ของทะเลทรายในแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา ความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพใน ภูมิภาคนี้ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารากับภูมิภาคอื่น ๆ ของ โลกและไทย ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา เพื่อเพิ่มพูนท่าทีอันแข็งแกร่งของไทยในภูมิภาคแถบนี้ ผลการศึกษาวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความเป็นจริงที่มีลักษณะขัดแย้งกันภายในภูมิภาค กล่าวคือ แอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารายังคงเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของโลกอีกต่อไปเสมอจาก ความเป็นดินแดนที่ร่ำรวยด้านแร่ธาตุที่มีค่าและหายาก มีความหลากหลายด้านพฤษศาสตร์ และสัตว์ป่ามีความสวยงามทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของภูมิภาค ในทางตรงกัน ข้ามแอฟริกาดำยังอ่อนแอทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หนี้สิน คุณภาพของ ทรัพยากรมนุษย์ ถูกคุกคามโดยโรคระบาดและโรคเอดส์ ผู้นำแอฟริกันไม่ชำนาญในการ บริหารปกครองประเทศและยังคงเป็นดินแดนที่คุกรุ่นด้วยสงครามกลางเมือง ความขัดแย้ง ทางเผ่าพันธ์ ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นผลของ “มรดกอาณานิคม” อันมีสาเหตุสำคัญมาจาก ความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอภาคกับยุโรปภายใต้การปกครอง “ระบบอาณานิคม” และผู้นำ แอฟริกันเอง การให้เอกราชประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาในช่วงทศวรรษ 1960 จึงเป็นการให้ เอกราชแต่เพียงในนาม แอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราในปัจจุบันนี้ยังคงพึ่งพาและอยู่ ภายใต้อิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมืองต่อยุโรปและตะวันตก ประสบความล้มเหลวในการ พัฒนาประเทศจนเสี่ยงที่จะหลุดจากวงโคจรระบบทุนนิยมโลก พันธมิตรโลกซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น จึงต้องแสวงหาลู่ทางพัฒนาแอฟริกาดำใหม่ จึงมีแนวโน้มว่าความ พยายามพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจหรือความรับผิดชอบต่อชะตาชีวิตของชาวแอฟริกันดำเอง ตลอดจนการผนึกความร่วมมือระหว่างประเทศใต้-ใต้ หรือแอฟริกา-เอเชีย จะเป็นทางออก สำคัญที่สมควรเสริมสร้างและติดตามต่อไป “อิหร่าน” เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมรุ่งเรืองมายาวนาน ดังที่รู้จักกันใน อดีตว่า ”อาณาจักรเปอร์เซีย” แต่อาจกล่าวได้ว่าคนไทยทุกวันนี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมและ วัฒนธรรมในปัจจุบันของประเทศอิหร่านเลย ทั้งนี้เพราะในห้วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศ อิหร่านต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ทั้งการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และการปฏิวัติอิสลามที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1979 การทำสงครามยืดเยื้อกับประเทศอิรัก และการถูก คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลทำให้คนไทยที่รับรู้ ข่าวสารของโลกภายนอกจากประเทศตะวันตกมาโดยตลอด ต้องถูกปิดกั้นความรู้เกี่ยวกับประเทศ อิหร่านไปด้วย แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อิหร่านเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือน อิหร่านมากขึ้นทุกปี ผนวกกับการที่ในปี ค.ศ. 2001 เป็นปีที่ ฯพณฯ คาเตมี ประธานาธิบดีแห่ง อิหร่านได้นำเสนอต่อองค์การโลกและได้รับการยอมรับจากที่ประชุมสมัชชาแห่งองค์การ สหประชาชาติให้เป็นปีแห่ง ”การสนทนาระหว่างอารยธรรม” เป็นปีแห่งการเปิดโอกาสให้ประชาคม โลกได้เพิ่มพูนการรับรู้ทางด้านวิชาการและวุฒิปัญญาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสังคมของอิหร่าน ให้มากขึ้น จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะได้ทำความรู้จักกับประเทศที่เคยเป็นอู่อารยธรรมอัน ยิ่งใหญ่ประเทศนี้ และได้ทำความรู้จักกับประเทศที่เคยดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมายาวนานถึง 400 ปีกันใหม่อีกครั้ง โครงการจัดทำสารคดีประเทศอิหร่านมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศ นี้อย่างรอบด้าน โดยผ่านบทสารคดี 9 เรื่อง ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งเรื่องพื้นฐานทางประวัติ- ศาสตร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรเปอร์เซีย การเข้ามาของอิสลาม กระทั่งการปฏิวัติอิสลาม เรื่อง วิถีความเชื่อ เพื่อให้เข้าใจว่าศาสนาและความเชื่อสัมพันธ์กับวิถีชีวิตคนอิหร่านอย่างไร เรื่อง เศรษฐกิจ เน้นความสำคัญของน้ำมันและอุตสาหกรรมอื่น ๆ เรื่องเกี่ยวกับคนอิหร่าน บุคลิกลักษณะความเป็นคนอิหร่าน สถาบันครอบครัว วิถีชีวิต เรื่องผู้หญิงอิหร่าน นอกจากนี้ยังมี เรื่องพรมเปอร์เซีย ซึ่งเป็นทั้งงานศิลปะและสินค้าส่งออกมูลค่ามหาศาล เรื่องภาพยนตร์อิหร่านที่ กำลังเป็นที่กล่าวถึงในระดับสากล เรื่องอิหร่านกับความทันสมัย ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมและ เทคโนโลยีของตะวันตกที่กำลังหลั่งไหลสู่อิหร่าน และเรื่องย้อนรอยความสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน ซึ่ง มุ่งย้อนรอยสืบหารากของวัฒนธรรมอิหร่านที่ปรากฏในเมืองไทยว่าได้รับอิทธิพลมาจากอิหร่านจริง หรือไม่ “หุ่นน้ำ” เป็นศิลปะการแสดงของชาวบ้านบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำแดง ที่มีอยู่ใน หมู่บ้านชนบทมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์เวียดนาม ปี ค.ศ. 1956 ภายหลังการเป็น อิสรภาพจากฝรั่งเศส รัฐสังคมนิยมได้ก่อตั้งโรงหุ่นแห่งชาติขึ้นและได้ให้ความสนใจผลิตซ้ำและ พัฒนาหุ่นน้ำชาวบ้านเพื่อประดิษฐ์สร้างให้กลายเป็นการแสดงของรัฐ ปัจจุบัน “หุ่นน้ำ” ได้รับ การผลิตซ้ำและยกฐานะให้กลายมาเป็นศิลปะการแสดงประจำชาติชนิดหนึ่ง วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งตอบคำถามหลัก 2 ประการ คือ (1) หุ่นน้ำได้กลายมาเป็นการ แสดงประจำชาติได้อย่างไร และ (2) รูปแบบ เนื้อหาของหุ่นน้ำที่ผ่านการผลิตซ้ำของรัฐได้ สะท้อนหรือสร้างความหมายใหม่แก่ผู้ชมในปัจจุบันอย่างไร ผู้ศึกษาอาศัยแนวคิดประเพณีประดิษฐ์และวิธีการศึกษาภาคสนามทางมานุษยวิทยามา เป็นกรอบการศึกษาในครั้งนี้ โดยได้เลือกเอาการแสดงของโรงหุ่นแห่งชาติในฐานะสิ่งประดิษฐ์ ของรัฐมาเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ผู้ศึกษายังเฝ้าติดตามชมการแสดงและสัมภาษณ์ เหล่านักเชิดรุ่นต่าง ๆ ของโรงหุ่นแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 รุ่น ภายใต้ระยะเวลาการศึกษา ภาคสนามตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2545 การศึกษาเสนอว่า รัฐได้เลือกชุดการแสดงบางชุดจากคณะหุ่นน้ำชาวบ้านมาผลิตซ้ำ และพัฒนาให้กลายมาเป็นการแสดงของรัฐ (ทั้งหมด 16 ชุด) โดยการเพิ่มเติมดนตรี สีสันตัวหุ่น แสงเสียง ฯลฯ โรงหุ่นน้ำของรัฐอื่น ๆ เช่น โรงหุ่นน้ำเมืองห่าโหน่ย เมืองฮ่ายฟ่อง ฯลฯ ต่างก็ยึด เอารูปแบบและเนื้อหาดังกล่าวมาเป็น “แม่แบบ” ของการนำเสนอ โดยเนื้อหาทั้ง 16 ชุดได้ สะท้อนให้ผู้ชมในปัจจุบัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้ชมกลุ่มหลัก ได้เห็น ภาพความเป็นเวียดนามผ่านภาพลักษณ์ของชาวชนบทที่มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทำนา หาปลา เลี้ยงเป็ด สนุกสนานรื่นเริงกับกีฬาพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ ในยามเทศกาล เช่น ชนควาย แข่งเรือ ฯลฯ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้คนต่างชาติรับรู้ภาพของประเทศเวียดนามที่ไม่ได้มีแต่ สงครามและการสู้รบ ซึ่งเป็นภาพที่เคยเป็นที่รับรู้มาในอดีต การทำวิจัยเพื่อสำรวจองค์ความรู้เรื่อง “ภูมิปัญญาและแนวทางการพึ่งพาตนเองของชุมชนประคติ นคร อำเภอนวลปราสี จังหวัดนวลปราสี ประเทศเนปาล” เป็นการศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในวัฒนธรรมฮินดูที่ ยังชีพด้วยเกษตรกรรมระบบดั้งเดิมและยึดมั่นกับการพึ่งพาตนเอง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการ จัดการทรัพยากรในชุมชนเล็กๆ และการดำเนินชีวิตที่ยังยึดมั่นในวัฒนธรรมฮินดูท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ และระบบทุนนิยมที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาสู่ชุมชน ในการดำเนินงานวิจัย ได้มีขอบเขตการศึกษาด้านคติความเชื่อ, ขนบธรรมเนียมประเพณี, การ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสวัสดิการชุมชน, เกษตรกรรม, การสาธารณสุข, อาหารและการบริโภค, เทคโนโลยี พื้นบ้านและหัตถกรรม, ศิลปะ, และการถ่ายทอด โดยเก็บข้อมูลในท้องที่ผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุย การ สังเกต และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จากการศึกษาพบว่า การพึ่งพาตนเองและภูมิปัญญาในหัวข้อข้างต้นของชาวประคตินครมีพื้นฐาน มาจากระบบสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมและความเชื่อในศาสนาฮินดู ซึ่งเชื่อในเรื่องเทพภาวะและ ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ อีกทั้งความเป็นสังคมแบบขยายของชาวประคตินครและความยึดมั่นในระบบ วรรณะยังเป็นปัจจัยสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและการดำรงอยู่ของศาสนาไม่ให้ขาดช่วง ระหว่างผู้คนรุ่นต่อรุ่น อย่างไรก็ตาม ความเป็นชุมชนใหม่ของประคตินครซึ่งมีอายุประมาณ 60 ปี ทำให้ ค่านิยมหรือความเคร่งครัดในความเชี่อต่างๆ ได้รับการประนีประนอมมากขึ้น เช่น การประกอบอาชีพของ ชาวบ้านและการมีปฏิสัมพันธ์ของคนระหว่างวรรณะผ่านระบบตลาด อีกทั้งการเข้าถึงการบริการของรัฐ ทำให้ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็หมายความว่าการพึ่งพิงตนเองของชาวชุมชน นั้นลดลงด้วยเช่นกัน ชุมชนประคตินคร ไม่ต่างจากชุมชนอื่นๆ บนโลกใบนี้ที่กระแสโลกาภิวัฒน์แทรกซึมเข้าไปทุกที่ ไม่ เพียงถนนจะเชื่อมชุมชนสู่เมือง แต่ถนนยังได้นำสินค้าและค่านิยมใหม่ๆ มาสู่ชุมชน ทุกวันนี้ ผู้คนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่รู้จักโลกไกลมากกว่ากรุงกาฐมาณฑุซึ่งเป็นเมืองหลวง คนรุ่นพ่อแม่ก็รู้สึกว่าตนไม่ได้ โดดเดี่ยวจากชุมชนภายนอกอีกต่อไป อีกทั้งแผนการพัฒนาประเทศในด้านอุตสาหกรรม และการพัฒนา ท้องถิ่นแบบตะวันตกก็ได้พรากเด็กรุ่นใหม่ซึ่งเป็นอนาคตของประคตินครออกห่างจากชุมชนและตัวตนของเขา ทุกขณะ แน่นอนว่า ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงหรือหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก หากแต่ การศึกษาและทำความเข้าใจในภูมิปัญญาและแนวทางการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นรากเหง้าและองค์ความรู้เดิม ของบรรพบุรุษ จะเป็นแนวทางหนึ่งในการเข้าใจและเห็นคุณค่าของตัวตน และเลือกรับแต่ส่วนดีของความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับผู้คนภายนอกประคตินครจะได้ย้อนคิดถึงชุมชนของตน และเปิดใจกว้าง ยอมรับความแตกต่างและอัตลักษณ์ของผู้คนต่างวัฒนธรรม อันจะส่งผลให้เกิดแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านโลก อย่างยั่งยืน การศึกษาเรื่อง “การฟื้นฟูวัฒนธรรมของไทอาหมในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย” มีความ มุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจอุดมการณ์และภาคปฏิบัติการในการฟื้นฟูวัฒนธรรมของไทอาหม กลุ่มประชากรใหญ่สุดในเขตตอนบนของรัฐอัสสัม ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งใช้ภาษาอัสสัมมิสสื่อสารแทนภาษาไทมากว่าสองศตวรรษ และส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู นิกายไวษณพนิกาย ทว่ามีกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมไทซึ่งขยายวง กว้างอย่างมากในอัสสัมยุคปัจจุบัน พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมของไทอาหมเกิดขึ้น ตั้งแต่เมื่ออาณานิคมอังกฤษเข้าปกครองอัสสัมเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องจนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่ออินเดียเป็นเอกราช ด้วยสถานภาพทางเศรษฐกิจการเมืองของชาวอาหม ซึ่งเคยเป็นชนชั้นปกครองตั้งแต่สมัยอาณาจักรเปลี่ยนแปลงไป บรรดาผู้นำ ปัญญาชน และ นักวิชาการ จึงรวมกลุ่มก่อตั้งองค์กรและสมาคมต่าง ๆ ขึ้นเพื่อนิยามตนเองใหม่ และพยายามยก ฐานะทางเศรษฐกิจ การเมือง กิจกรรมการเคลื่อนไหวการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรม ดำเนินควบคู่ กับการเรียกร้องให้รัฐชาติอินเดียปรับสถานภาพทางสังคมจากกลุ่ม “ล้าหลัง” (Other Backward Classes) เป็น “ชนเผ่า”(the Scheduled Tribe) เพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ องค์กรสำคัญที่เป็นแกนหลักทั้งอุดมการณ์และภาคปฏิบัติการทางวัฒนธรรมได้แก่ สมาคมวันออกพับลิกเมืองไท, สมาคมปอยพูราหลวงและ สมาคมหมอหลวงสามตระกูล จากการศึกษาปฏิบัติการในการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมไทอาหมพบว่า ความพยายาม ในการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ไทอาหมให้ปรากฏในระดับสาธารณะเป็นกระบวนการที่มี ความสลับซับซ้อน ทั้งในขั้นตอนการต่อรอง การใช้ เลือกสรร นิยาม ผลิตซ้ำความหมายเพื่อขีด เส้นแบ่งความเหมือน-ต่าง ระหว่างไทอาหมกับไม่ใช่ไทอาหม ผ่านเครื่องมือและสัญลักษณ์ทาง วัฒนธรรมจากอดีตมาใช้สอดรับกับภาวะปัจจุบันหลายประการ ได้แก่ อาหม-บุราณจี การเชิดชู วีรบุรุษของชาวอาหม โรงเรียนสอนภาษาไท นิยามความเป็นไทในโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ไท เวทีสาธารณะ และตราสัญลักษณ์ ความพยายามเปิดปริมณฑลสาธารณะเพื่อประกาศตัวตนทางวัฒนธรรมด้วยการผลิต ซ้ำอดีต ที่ผ่านการคัดสรร จัดวางตำแหน่งแห่งที่ การตอบโต้ทางสัญลักษณ์ และการต่อรองทาง การเมือง หากพื้นที่ในการประกาศตัวตนของคนไทอาหมนั้นก็ไม่ได้ขีดวงจำกัดขอบเขตเพียงกลุ่ม ของตนเองเท่านั้น ยังเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มอีกด้วย ในชุมชนปัตซากุ เมืองสิพสาคร ซึ่งถือเป็น ศูนย์กลางในปฏิบัติการทางภาษาและ วัฒนธรรมของไทอาหม พบว่า พิธีกรรมเมด้ำเมผี ประสบความสำเร็จในการสร้างพื้นที่ทาง วัฒนธรรมของไทอาหมท่ามกลางกระแสอิทธิพลของวัฒนธรรมฮินดูและอัสสัมมิส ทว่ามีเงื่อนไข กำกับตามบริบทแวดล้อมของชุมชนแห่งนั้นอยู่ด้วย ส่วนประเพณีบีฮูที่นิยมแพร่หลายในอัสสัม ไท อาหมอาศัยพื้นที่นิยามความต่างและใช้การเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิงภายนอกจำแนกอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ไทอาหมออกจากอัสสัมมิส การฟื้นฟูวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทอาหมจึงเป็น การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ เพื่อ ต่อรองอำนาจทางการเมือง และยกระดับสถานภาพทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้บริบททาง เศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมของอัสสัม รัฐชาติอินเดีย ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวทั้ง ในระดับปัจเจกและสาธารณะโดยอาศัยเครื่องมือและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม หากกระบวนการ ดังกล่าวไม่ได้เป็นปฏิบัติการที่สำเร็จรูป มีความซับซ้อน ประเพณีและพิธีกรรมที่ปรากฏเป็น ประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่ผลิตซ้ำอดีตตามแบบแผนเดิมเพื่อตอบสนองบริบทและสถานการณ์ ใหม่ ที่เปลี่ยนไป งานวิจัยนี้ประกอบด้วยบทความหลักดังนี้ “ติมอร์ตะวันออก: สภาพแวดล้อม จากวันวารสู่สหัสวรรษ 2000“ โดยสรณรัชฏ์ กาญจน วณิชย์ บทความนี้ทบทวนการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในติมอร์ตะวันออกโดยสืบสาว ประวัติความเป็นมาของเกาะติมอร์ตั้งแต่ 85 ล้านปีก่อน เมื่อแผ่นดินติมอร์และออสเตรเลียเริ่มแตก จากขั้วโลกใต้ เดินทางขึ้นเหนือ จนชนกับดินแดนเอเชียในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร พันธุ์พืชสัตว์ ติมอร์จึงประกอบด้วยสายพันธุ์จากเอเชียและออสเตรเลียคละกัน บางครั้งถึงครึ่งต่อหนึ่ง เช่นใน กรณีของพันธุ์นก การที่ติมอร์คงสภาพเป็นเกาะมาตลอดหลายสิบล้านปียังผลให้เกิดวิวัฒนาการสายพันธุ์ บนเกาะ จนติมอร์มีสายพันธุ์เฉพาะถิ่นสูงสุดในหมู่เกาะซุนด้าน้อย และเนื่องจากติมอร์ตั้งอยู่ในเขต อับฝนของภูมิภาค แต่ชายฝั่งหลายด้านหันสู่มหาสมุทรเปิด ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของ ติมอร์เองมีภูเขาสูงยาวทอดเป็นแนวกระดูกสันหลังทั้งหมดทำให้ติมอร์ตะวันออกมีระบบนิเวศเขต ร้อนเกือบทุกประเภท ตั้งแต่ที่ชุ่มชื้นไปจนถึงแล้งสุดในเขตเอเชียอาคเนย์ คนมีบทบาทสำคัญต่อความหลากหลายและการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในติมอร์ หลักฐานโบราณคดีในติมอร์ตะวันออกไล่ได้เก่าแก่ถึงหนึ่งล้านปี ตั้งแต่สมัยมนุษย์ลิงหลังตรง Homo erectus ต่อเนื่องมาตลอดถึงปัจจุบัน อิทธิพลสำคัญจากพฤติกรรมของคนเริ่มแต่การใช้ไฟ ของมนุษย์ยุคหินที่ทำให้ทุ่งหญ้าและป่าโปร่งซาวาน่าขยายอาณาเขตไปกว้าง ตามด้วยกิจกรรม ต่างๆ ของสังคมเกษตรที่อพยพเข้ามาจากหลายถิ่นเป็นระลอกๆ นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ และพันธุ์ พืชสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาด้วย การค้าทรัพยากรธรรมชาติในยุคอาณานิคมโปรตุเกสทำให้ไม้จันหอมที่เคยมีมาก กลายเป็นไม้หายากในปัจจุบัน แต่ช่วงที่ธรรมชาติถูกทำลายรุนแรงที่สุดคือช่วงที่อยู่ภายใต้การ ปกครองของอินโดนีเซีย ติมอร์ตะวันออกต้องรองรับการถ่ายเททรัพยากรข้ามประเทศเข้ามา ในขณะที่ชุมชนท้องถิ่นถูกย้ายไปอยู่ในถิ่นกันดาร ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปตามประวัติศาสตร์ จากระบบดั้งเดิมซึ่งเป็นระบบ จัดการของชุมชนที่ใช้กติกานับถือผีและบรรพบุรุษ สู่ระบบราชการของอาณานิคม สู่ภาวะสงคราม ที่นำไปสู่การสูญเสียความรู้เมื่อชนท้องถิ่นถูกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในระบบนิเวศน์ที่ไม่คุ้นเคย บทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และสภาพทางสังคมของติมอร์ตะวันออก โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ โดย วิทยา สุจริตธนารักษ์ ผู้คนที่อาศัยในเกาะติมอร์แต่ดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มออสตราโล-เมลาเนเซียน และมี กลุ่มคนมองโกลลอยด์ใต้ ต่อมาทั้ง 2 กลุ่มนี้จะแตกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม ภาษาที่ใช้มี ประมาณ 50 ภาษาโดยมีภาษา กลางคือเตตุนที่ต่อมาคือภาษาประจำชาติ เชื่อกันว่าตั้งแต่ต้นคริสตวรรษมาแล้วที่คนในบริเวณนี้ มีความชำนาญในการเพาะปลูก การถลุงแร่ การเดินเรือและการดนตรี รวมทั้งมีการติดต่อ แลกเปลี่ยนสินค้ากับอินเดียและจีนเป็นส่วนใหญ่ หน่วยการปกครองสังคมติมอร์แบ่งเป็นอาณาจักร เจ้าผู้ครองนครและตำบล หัวหน้า เผ่าและชนชั้น ปกครองมีอำนาจคล้ายเป็นวรรณะ ชาวติมอร์มีความผูกพันกับดินแดนและครอบครัวหรือ ตระกูลเหนียวแน่นมาก ลักษณะความสัมพันธ์ของคนติมอร์ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจและ การเมืองมีลักษณะของการแลกเปลี่ยน ดังนั้น ผู้ที่มีอำนาจควบคุมการแลกเปลี่ยนจึงมักเป็นผู้มีอำนาจและสถานภาพสูง เมื่ออยู่ใต้การปกครองของโปรตุเกสๆได้บังคับเกณฑ์แรงงานและให้ปลูกพืชเศรษฐกิจใน ต้นศตวรรษที่19 การเก็บภาษีรายหัวเริ่มขึ้นในต้นศตวรรษ 20 รวมทั้งจัดระบบการปกครอง ใหม่ด้วย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและสกุลแบบเดิมยังมีอยู่ต่อไป ในยุคนี้ ชาว ติมอร์ได้รับการศึกษาอย่างจำกัดมากแลอัตราการตายของทารกสูง ต่อมาเมื่อเป็นจังหวัดหนึ่ง ของอินโดนีเซียๆได้จัดทำแผนพัฒนาติมอร์ทั้งจังหวัดซึ่งครอบคลุมด้านการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภค. “บทบาทนานาชาติกับการเป็นเอกราชของติมอร์ตะวันออก” โดย จุฬาพร เอื้อรักสกุล เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 1999 ประธานาธิบดีฮาบีบีแห่งอินโดนีเซียได้ประกาศว่าจะให้ติมอร์ ตะวันออกแยกตัวเป็นเอกราชได้หากชาวติมอร์ฯไม่ยอมรับสิทธิการปกครองตนเองที่เขาเคยเสนอ ก่อนหน้านั้น มีผู้วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ฮาบีบีเปลี่ยนนโยบายต่อติมอร์ฯอย่างฉับพลันและโดยมิได้ ปรึกษาฝ่ายใดเช่นนี้เป็นเพราะแรงกดดันจากประชาคมโลกและโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง นโยบายของออสเตรเลีย ต่อมา อินโดนีเซีย โปรตุเกสและสหประชาชาติได้ตกลงให้เลขาธิการ สหประชาชาติเป็นผู้จัดการลงประชามติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้สร้างความไม่พอใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่กลุ่มผู้นำกองทัพ อินโดนีเซีทั้งเพราะเรื่องความมั่นคงของประเทศและผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้น ผู้นำทหาร จำนวนหนึ่งจึงได้ก่อตั้งกลุ่ม“ ทหารบ้าน “ เพื่อขัดขวางการแยกตัวเป็นเอกราชของติมอร์ฯ ปฏิบัติการของกลุ่มนี้ต่อมารุนแรงขึ้นจนทำให้สหประชาชาติต้องเลื่อนการแสดงประชามติออกไป เป็นวันที่ 30 ส.ค.1999 ผลการแสดงประชามติปรากฏว่าชาวติมอร์ฯส่วนใหญ่ต้องการเป็นเอกราช แต่ทันที หลังจากนั้นกลุ่มทหารบ้านได้ทำการกวาดล้างผู้สนับสนุนเอกราชอย่างรวดเร็วและป็นระบบ ภายในเวลาไม่กี่วัน ติมอร์ตกอยู่ในสภาพกลียุค ชาวติมอร์ฯนับหมื่นถูกสังหารและอีกหลายแสน คนหนีเข้าป่าหรือออกนอกประเทศ เมืองหลวงและเมืองใหญ่หลายเมืองถูกเผาทำลาย วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดปฏิกริยาจากประชาคมโลกจนในที่สุดสามารถกดดันให้อินโดนีเซีย ยอมรับให้สหประชาชาติส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปรักษาสันติภาพในติมอร์ฯประเทศที่มีบทบาท สำคัญคือออสเตรเลียที่เป็นผู้นำกองกำลังนี้และได้ส่งทหารจำนวนมากที่สุดเข้าร่วม แต่บทบาทที่ แข็งขันได้สร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลอินโดนีเซียมาก อาเซียนมีส่วนร่วมในกองกำลังนี้อย่าง เป็นเอกเทศเพราะสมาชิกมีจุดยืนแตกต่างกันมากจนอาเซียนในฐานะองค์กรไม่สามารถมีบทบาท ได้ ประเทศไทยก็ได้ส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังนี้ด้วย ในเดือน ต.ค.1999 สหประชาชาติได้จัดตั้งองค์กรบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อทำหน้าที่ เป็นรัฐบาลที่ดูแลการบริหารติมอร์ฯเป็นเวลา 3 ปี.

บรรณานุกรม :
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ . (2550). โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค (ระยะที่ 1).
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ . 2550. "โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค (ระยะที่ 1)".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ . "โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค (ระยะที่ 1)."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2550. Print.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ . โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค (ระยะที่ 1). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2550.