ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

หน่วยงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
นักวิจัย : วัชรา ไชยสาร
คำค้น : คดีพิเศษ / ความเชื่อมั่น / กระบวนการสืบสวนสอบสวน
หน่วยงาน : กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2556
อ้างอิง : https://www.dsi.go.th/Detail/T0000865
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิง คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๐๙ และส่วนใหญ่อายุ ๓๖ ๔๕ ปี คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๐๓ รองลงมา คือ อายุ ๒๖ ๓๕ ปีอายุ ๔๖ ๖๐ ปี และต่ํากว่า ๒๖ ปี คิดเป็น ร้อยละ ๓๐.๑๓, ๒๗.๓๑ และ ๕.๔๖ ตามลําดับ ด้านการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๖๐ รองลงมา คือ ปริญญาโท ต่ํากว่าปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๓๓, ๑๔.๑๒ และ ๐.๙๕ ตามลําดับ ทั้งนี้ อาชีพของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ คิดเป็นร้อยละ ๔๙.๙๑ รองลงมา คือ ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน และอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๕๔, ๑๙.๗๗ และ ๔.๑๔ ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนหรือกระบวนการสอบสวนในฐานะเป็น พยาน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๑๗ รองลงมา คือ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ทั้งในและต่างประเทศ) ผู้ร้องทุกข์/ กล่าวโทษ/ผู้เสียหาย และบุคลากรในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๔๑, ๒๑.๒๘ และ ๒๐.๓๔ ตามลําดับ ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อย ละ ๗๓.๖๗ ( x = ๓.๖๘) โดยการบันทึกถ้อยคําผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการสืบสวนที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๔๔ ( x = ๓.๗๗) รองลงมา คือ การรับคําร้องทุกข์/คํากล่าวโทษ/การรับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทํา ความผิดอาญา คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๒๙ ( x =๓.๗๖) การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้น เช่น การออก หมายเรียกหน่วยงานหรือบุคคลมาให้ถ้อยคําหรือมอบเอกสาร รวมถึงการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๗๐ ( x =๓.๗๓) และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๑ ( x =๓.๗๐) ตามลําดับ และที่ น่าสนใจ คือ กระบวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่ําที่สุด คือ การแจ้งความ คืบหน้า/ผลการดําเนินงาน คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๐ ( x = ๓.๕๐) สําหรับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษในภาพรวม พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๗๒ ( x = ๓.๖๓) โดยการสอบสวนปากคําผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยาน เป็นกระบวนการสอบสวนที่กลุ่มตัวอย่างมี (1) (๒) ความเชื่อมั่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๙ ( x = ๓.๗) รองลงมา คือ การรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย เช่น การออกหมายเรียก การเข้าตรวจ การค้นและยึด เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๘๙ ( x =๓.๖๙) การบูรณาการและ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนธิกําลัง เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๘๙ ( x =๓.๖๙) และการมี พนักงานอัยการ/อัยการทหาร ร่วมสอบสวน หรือการมีบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ (คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๘ ( x =๓.๖๖) และการใช้อํานาจพิเศษตามกฎหมาย เช่น การค้นโดยไม่มีหมาย การดักฟัง และ การแฝงตัว เป็นต้น (คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๘ ( x =๓.๖๖) ตามลําดับ และที่น่าสนใจ คือ กระบวนการสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่ําที่สุด คือ การแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๐๙ ( x = ๓.๕๑) จากผลการศึกษาสามารถสรุปสาระสําคัญได้ดังนี้ ๑) กระบวนการสืบสวนในส่วนการบันทึกถ้อยคําผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการสืบสวนได้รับความเชื่อมั่น สูงสุด และกระบวนการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ได้รับความเชื่อมั่นต่ําสุด ๒) กระบวนการสอบสวนในส่วนการสอบสวนปากคําผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยาน ได้รับความ เชื่อมั่นสูงสุด และกระบวนการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ได้รับความเชื่อมั่นต่ําสุด ข้อสังเกต ผลการศึกษานี้ พบว่าความเชื่อมั่นต่อการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานต่ําที่สุด ทั้งใน กระบวนการสืบสวนและกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สําหรับข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สรุปได้ดังนี้ ๑) ควรพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม ๒) ควรพัฒนาระบบการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ๓) ควรทบทวนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินคดีต่สาธารณะ ๔) ควรดําเนินการให้มีประสิทธิภาพและด้วยความรวดเร็ว ๕) ควรเพิ่มมาตรการการตรวจสอบการดําเนินคดีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้ที่คดีพิเศษ และ กํากับดูแลการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้นําผลการวิจัยนี้ไปพัฒนากระบวนการสืบสวนและสอบสวน โดยได้มีคําสั่งกรม สอบสวนคดีพิเศษที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะทํางานศึกษาการพัฒนากระบวนการแจ้งความคืบหน้าและผลการดําเนินงาน ในกระบวนการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อศึกษาวิเคราะห์เสนอแนวทางการพัฒนาการ แจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป และ คณะทํางานฯ ดังกล่าวได้ทําการศึกษากระบวนการแจ้งความคืบหน้าและผลการดําเนินงานในกระบวนการสืบสวนและ สอบสวนคดีพิเศษ และทําตัวอย่างTEMPLATE สําหรับการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นําเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อโปรดพิจารณาด้วยแล้ว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิง คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๐๙ และส่วนใหญ่อายุ ๓๖ ๔๕ ปี คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๐๓ รองลงมา คือ อายุ ๒๖ ๓๕ ปีอายุ ๔๖ ๖๐ ปี และต่ํากว่า ๒๖ ปี คิดเป็น ร้อยละ ๓๐.๑๓, ๒๗.๓๑ และ ๕.๔๖ ตามลําดับ ด้านการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๖๐ รองลงมา คือ ปริญญาโท ต่ํากว่าปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๓๓, ๑๔.๑๒ และ ๐.๙๕ ตามลําดับ ทั้งนี้ อาชีพของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ คิดเป็นร้อยละ ๔๙.๙๑ รองลงมา คือ ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน และอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๕๔, ๑๙.๗๗ และ ๔.๑๔ ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนหรือกระบวนการสอบสวนในฐานะเป็น พยาน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๑๗ รองลงมา คือ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ทั้งในและต่างประเทศ) ผู้ร้องทุกข์/ กล่าวโทษ/ผู้เสียหาย และบุคลากรในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๔๑, ๒๑.๒๘ และ ๒๐.๓๔ ตามลําดับ ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อย ละ ๗๓.๖๗ ( x = ๓.๖๘) โดยการบันทึกถ้อยคําผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการสืบสวนที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๔๔ ( x = ๓.๗๗) รองลงมา คือ การรับคําร้องทุกข์/คํากล่าวโทษ/การรับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทํา ความผิดอาญา คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๒๙ ( x =๓.๗๖) การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้น เช่น การออก หมายเรียกหน่วยงานหรือบุคคลมาให้ถ้อยคําหรือมอบเอกสาร รวมถึงการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๗๐ ( x =๓.๗๓) และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๑ ( x =๓.๗๐) ตามลําดับ และที่ น่าสนใจ คือ กระบวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่ําที่สุด คือ การแจ้งความ คืบหน้า/ผลการดําเนินงาน คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๐ ( x = ๓.๕๐) สําหรับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษในภาพรวม พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๗๒ ( x = ๓.๖๓) โดยการสอบสวนปากคําผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยาน เป็นกระบวนการสอบสวนที่กลุ่มตัวอย่างมี (1) (๒) ความเชื่อมั่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๙ ( x = ๓.๗) รองลงมา คือ การรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย เช่น การออกหมายเรียก การเข้าตรวจ การค้นและยึด เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๘๙ ( x =๓.๖๙) การบูรณาการและ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนธิกําลัง เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๘๙ ( x =๓.๖๙) และการมี พนักงานอัยการ/อัยการทหาร ร่วมสอบสวน หรือการมีบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ (คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๘ ( x =๓.๖๖) และการใช้อํานาจพิเศษตามกฎหมาย เช่น การค้นโดยไม่มีหมาย การดักฟัง และ การแฝงตัว เป็นต้น (คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๘ ( x =๓.๖๖) ตามลําดับ และที่น่าสนใจ คือ กระบวนการสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่ําที่สุด คือ การแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๐๙ ( x = ๓.๕๑) จากผลการศึกษาสามารถสรุปสาระสําคัญได้ดังนี้ ๑) กระบวนการสืบสวนในส่วนการบันทึกถ้อยคําผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการสืบสวนได้รับความเชื่อมั่น สูงสุด และกระบวนการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ได้รับความเชื่อมั่นต่ําสุด ๒) กระบวนการสอบสวนในส่วนการสอบสวนปากคําผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยาน ได้รับความ เชื่อมั่นสูงสุด และกระบวนการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ได้รับความเชื่อมั่นต่ําสุด ข้อสังเกต ผลการศึกษานี้ พบว่าความเชื่อมั่นต่อการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานต่ําที่สุด ทั้งใน กระบวนการสืบสวนและกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สําหรับข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สรุปได้ดังนี้ ๑) ควรพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม ๒) ควรพัฒนาระบบการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ๓) ควรทบทวนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินคดีต่สาธารณะ ๔) ควรดําเนินการให้มีประสิทธิภาพและด้วยความรวดเร็ว ๕) ควรเพิ่มมาตรการการตรวจสอบการดําเนินคดีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้ที่คดีพิเศษ และ กํากับดูแลการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้นําผลการวิจัยนี้ไปพัฒนากระบวนการสืบสวนและสอบสวน โดยได้มีคําสั่งกรม สอบสวนคดีพิเศษที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะทํางานศึกษาการพัฒนากระบวนการแจ้งความคืบหน้าและผลการดําเนินงาน ในกระบวนการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อศึกษาวิเคราะห์เสนอแนวทางการพัฒนาการ แจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป และ คณะทํางานฯ ดังกล่าวได้ทําการศึกษากระบวนการแจ้งความคืบหน้าและผลการดําเนินงานในกระบวนการสืบสวนและ สอบสวนคดีพิเศษ และทําตัวอย่างTEMPLATE สําหรับการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นําเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อโปรดพิจารณาด้วยแล้ว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิง คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๐๙ และส่วนใหญ่อายุ ๓๖ ๔๕ ปี คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๐๓ รองลงมา คือ อายุ ๒๖ ๓๕ ปีอายุ ๔๖ ๖๐ ปี และต่ํากว่า ๒๖ ปี คิดเป็น ร้อยละ ๓๐.๑๓, ๒๗.๓๑ และ ๕.๔๖ ตามลําดับ ด้านการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๖๐ รองลงมา คือ ปริญญาโท ต่ํากว่าปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๓๓, ๑๔.๑๒ และ ๐.๙๕ ตามลําดับ ทั้งนี้ อาชีพของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ คิดเป็นร้อยละ ๔๙.๙๑ รองลงมา คือ ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน และอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๕๔, ๑๙.๗๗ และ ๔.๑๔ ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสืบสวนหรือกระบวนการสอบสวนในฐานะเป็น พยาน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๑๗ รองลงมา คือ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง (ทั้งในและต่างประเทศ) ผู้ร้องทุกข์/ กล่าวโทษ/ผู้เสียหาย และบุคลากรในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๔๑, ๒๑.๒๘ และ ๒๐.๓๔ ตามลําดับ ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อย ละ ๗๓.๖๗ ( x = ๓.๖๘) โดยการบันทึกถ้อยคําผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการสืบสวนที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๔๔ ( x = ๓.๗๗) รองลงมา คือ การรับคําร้องทุกข์/คํากล่าวโทษ/การรับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทํา ความผิดอาญา คิดเป็นร้อยละ ๗๕.๒๙ ( x =๓.๗๖) การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้น เช่น การออก หมายเรียกหน่วยงานหรือบุคคลมาให้ถ้อยคําหรือมอบเอกสาร รวมถึงการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๗๐ ( x =๓.๗๓) และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๑ ( x =๓.๗๐) ตามลําดับ และที่ น่าสนใจ คือ กระบวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่ําที่สุด คือ การแจ้งความ คืบหน้า/ผลการดําเนินงาน คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๐ ( x = ๓.๕๐) สําหรับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษในภาพรวม พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๗๒ ( x = ๓.๖๓) โดยการสอบสวนปากคําผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยาน เป็นกระบวนการสอบสวนที่กลุ่มตัวอย่างมี (1) (๒) ความเชื่อมั่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๐๙ ( x = ๓.๗) รองลงมา คือ การรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย เช่น การออกหมายเรียก การเข้าตรวจ การค้นและยึด เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๘๙ ( x =๓.๖๙) การบูรณาการและ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนธิกําลัง เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๘๙ ( x =๓.๖๙) และการมี พนักงานอัยการ/อัยการทหาร ร่วมสอบสวน หรือการมีบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ (คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๘ ( x =๓.๖๖) และการใช้อํานาจพิเศษตามกฎหมาย เช่น การค้นโดยไม่มีหมาย การดักฟัง และ การแฝงตัว เป็นต้น (คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๘ ( x =๓.๖๖) ตามลําดับ และที่น่าสนใจ คือ กระบวนการสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษที่กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่ําที่สุด คือ การแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๐๙ ( x = ๓.๕๑) จากผลการศึกษาสามารถสรุปสาระสําคัญได้ดังนี้ ๑) กระบวนการสืบสวนในส่วนการบันทึกถ้อยคําผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกระบวนการสืบสวนได้รับความเชื่อมั่น สูงสุด และกระบวนการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ได้รับความเชื่อมั่นต่ําสุด ๒) กระบวนการสอบสวนในส่วนการสอบสวนปากคําผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยาน ได้รับความ เชื่อมั่นสูงสุด และกระบวนการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ได้รับความเชื่อมั่นต่ําสุด ข้อสังเกต ผลการศึกษานี้ พบว่าความเชื่อมั่นต่อการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานต่ําที่สุด ทั้งใน กระบวนการสืบสวนและกระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สําหรับข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สรุปได้ดังนี้ ๑) ควรพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม ๒) ควรพัฒนาระบบการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงาน ๓) ควรทบทวนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดําเนินคดีต่สาธารณะ ๔) ควรดําเนินการให้มีประสิทธิภาพและด้วยความรวดเร็ว ๕) ควรเพิ่มมาตรการการตรวจสอบการดําเนินคดีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้ที่คดีพิเศษ และ กํากับดูแลการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้นําผลการวิจัยนี้ไปพัฒนากระบวนการสืบสวนและสอบสวน โดยได้มีคําสั่งกรม สอบสวนคดีพิเศษที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะทํางานศึกษาการพัฒนากระบวนการแจ้งความคืบหน้าและผลการดําเนินงาน ในกระบวนการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อศึกษาวิเคราะห์เสนอแนวทางการพัฒนาการ แจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป และ คณะทํางานฯ ดังกล่าวได้ทําการศึกษากระบวนการแจ้งความคืบหน้าและผลการดําเนินงานในกระบวนการสืบสวนและ สอบสวนคดีพิเศษ และทําตัวอย่างTEMPLATE สําหรับการแจ้งความคืบหน้า/ผลการดําเนินงานให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นําเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อโปรดพิจารณาด้วยแล้ว

บรรณานุกรม :
วัชรา ไชยสาร . (2556). ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ.
    กรุงเทพมหานคร : กรมสอบสวนคดีพิเศษ.
วัชรา ไชยสาร . 2556. "ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ".
    กรุงเทพมหานคร : กรมสอบสวนคดีพิเศษ.
วัชรา ไชยสาร . "ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ."
    กรุงเทพมหานคร : กรมสอบสวนคดีพิเศษ, 2556. Print.
วัชรา ไชยสาร . ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสืบสวนและสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ. กรุงเทพมหานคร : กรมสอบสวนคดีพิเศษ; 2556.