| ชื่อเรื่อง | : | ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออาการของระบบทางเดินอาหารและการสร้างแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน |
| นักวิจัย | : | อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุเทพ กลชาญวิทย์ , ฐนิสา พัชรตระกูล , นริศร ลักขณานุรักษ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2559 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/52325 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559 ความสำคัญและที่มาของปัญหางานวิจัย การรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายทำให้เกิดอาการระบบทางเดินอาหารรวมถึงเกิดแก๊สในลำไส้น้อยกว่าเมื่อเทียบการรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก การเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนยังคงไม่มีความชัดเจนในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออัตราการตอบสนองของอาการของระบบทางเดินอาหาร อาการของระบบทางเดินอาหารแต่ละชนิดและอาการโดยรวมของระบบทางเดินอาหาร และการสร้างแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน ระเบียบวิธีการวิจัย ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนตามนิยาม Rome III ทั้งหมด 62 รายเข้าร่วมการศึกษา โดยแต่ละคนจะถูกสุ่มให้คำแนะนำที่แตกต่างกันคือกลุ่มแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล 30 รายกับกลุ่มแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐาน 32 ราย โดยกลุ่มที่ให้คำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลใช้เวลาแนะนำประมาณ 30 นาทีโดยวิเคราะห์อาหารในช่วง 1 สัปดาห์หลังสุดเพื่อหาว่าอาหารชนิดใดที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยพร้อมแนะนำการหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นและทดแทนด้วยอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายทดแทนจากหนังสือคู่มืออาหารที่แจกให้ผู้เข้าร่วมวิจัย ส่วนกลุ่มที่แนะนำตามมาตรฐานจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก ลดการบริโภคผลไม้ ผัก และอาหารที่สร้างแก๊สเช่นถั่ว กระเทียม โดยทั้ง 2 กลุ่มจะทำการตรวจวัดปริมาณแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ที่วัดจากลมหายใจออกด้วยเครื่อง Quintron breath test หลังทานมื้อกลางวันโดยวัดทุก 15นาที จนครบ 4 ชั่วโมง ร่วมกับประเมินความรุนแรงของอาการลำไส้แปรปรวนโดยใช้แบบสอบถาม 0-100 mm Visual analog scale (VAS) แนะนำให้บันทึกอาหารที่รับประทานใน 7 วันหลังสุดในสัปดาห์สุดท้ายของการวิจัย แล้วนัดผู้ป่วยมาทำการศึกษาต่อในลักษณะเดิมในอีก 4 สัปดาห์ต่อมา โดยมีนิยามของการตอบสนองของอาการของระบบทางเดินอาหารว่าเป็นอาการปวดท้องหรืออึดอัดแน่นท้องลดลงอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ โดนประเมินจากคะแนนสูงสุดโดยเฉลี่ยในแต่ละวันในช่วง 1 สัปดาห์หลังสุด ผลการวิจัย ผู้ป่วยทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะพื้นฐานตั้งต้นที่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งหมดสามารถร่วมการศึกษาได้ตลอดการศึกษาและไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การตอบสนองของอาการของระบบทางเดินอาหารในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลพบ 18 ราย จาก 30 ราย คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานพบ 9 รายจาก 32 ราย คิดเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ (p<0.05) อาการโดยรวมของระบบทางเดินอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (39±20 กับ 62±21, p<0.05) แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (54± 19 กับ 56±18, p>0.05) อาการปวดท้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (23±25 กับ 41±34, p<0.05) แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (34±30 กับ 41±31, p>0.05) อาการอึดอัดแน่นท้องลดลงและท้องอืดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (35±24 กับ 56±24 และ 35±25 กับ 49±30, p<0.05) ตามลำดับ แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (46±28 กับ 56 ±25 และ 40±33 กับ 49 ±34, p>0.05) ตามลำดับ ปริมาณแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ที่วัดจากลมหายใจออกของทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเริ่มเข้าสู่การวิจัย (2820±223 กับ 2791±246 ppm-min, p>0.05) โดยมีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล (1839±237, p<0.005) แต่กลับเพิ่มขึ้นในกลุ่มแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (370±270 ppm-min, p < 0.005) โดยพบว่าจำนวนอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (16±6 กับ 10±4 ชนิดต่อสัปดาห์, p<0.05)แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานเปรียบเทียบกับก่อนเข้าสู่การวิจัย (16±6 กับ 15±6 ชนิดต่อสัปดาห์, p>0.05) สรุปผล: การให้คำแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออาการของระบบทางเดินอาหารและควรแนะนำให้เป็นแนวทางในการปฎิบัติกับผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนที่มารักษาแบบผู้ป่วยนอก |
| บรรณานุกรม | : |
อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์ . (2559). ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออาการของระบบทางเดินอาหารและการสร้างแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์ . 2559. "ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออาการของระบบทางเดินอาหารและการสร้างแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์ . "ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออาการของระบบทางเดินอาหารและการสร้างแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559. Print. อัครวุฒิ จันทราพิรัตน์ . ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคลเปรียบเทียบกับการแนะนำการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามมาตรฐานต่ออาการของระบบทางเดินอาหารและการสร้างแก๊สไฮโดรเจนในลำไส้ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2559.
|
