| ชื่อเรื่อง | : | ปัญหาการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 |
| นักวิจัย | : | วิชัย ธัญญพาณิชย์ |
| คำค้น | : | การคุ้มครองผู้บริโภค -- กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ , ผู้บริโภค , พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 , ความรับผิด (กฎหมาย) , ความรับผิดของผู้ผลิต , ละเมิด , การชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภค |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุษม ศุภนิตย์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | 9746342398 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/48686 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539 การชดใช้เยียวยาความเสียหายของผู้ประกอบธุรกิจแก่ผู้บริโภค อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าและบริการ จะต้องมีหลักกฎหมายกำหนดให้การชดใช้เยียวยาดังกล่าว เป็นไปได้โดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัดและเป็นธรรม จากการศึกษาวิจัยพบว่า หลักกฎหมายของไทยในเรื่องนี้ เพียงบัญญัติรับรองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดใช้ มิได้มีบทบัญญัติรองรับไว้แต่อย่างใด จึงต้องนำหลักกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้ สำหรับประเด็นหลักความรับผิดอันเป็นพื้นฐานแห่งการเรียกร้อง ได้นำเอาหลักความรับผิดทางสัญญานั้น มีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นไม่สอดคล้องกับระบบการตลาดและสภาพการบริโภคที่เป็นจริง เพราะผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สัญญากับผู้ประกอบธุรกิจโดยตรง ส่วนหลักความรับผิดทางละเมิด ผู้บริโภคมีภาระต้องพิสูจน์ความผิดของผู้ประกอบธุรกิจตามหลัก Fault Theory จึงเป็นภาระหนักแก่ผู้บริโภค เพราะข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการล้วนอยู่ในความรู้เห็นของผู้ประกอบธุรกิจแต่เพียงฝ่ายเดียว สำหรับประเด็นวิธีการที่จะให้ได้รับการชดใช้นั้น ยังคงใช้วิธีการฟ้องคดีเป็นมาตรการบังคับเพียงวิธีเดียว ซึ่งมีปัญหายุ่งยาก ล่าช้า เสียค่าใช้จ่ายสูง แม้จะมีกลไกการฟ้องคดีแทนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาช่วยผ่อนคลาย แต่ยังคงมีข้อจำกัดภายใต้หลักความสัมพันธ์ทางสัญญา ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้แก้ไข โดยกำหนดหลักความรับผิดเด็ดขาดในทางละเมิดแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้ชัดเจน และมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาภาระการพิสูจน์ในคดีละเมิดที่ผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์ความผิดอีกต่อไป และให้แก้ไขนิยามคำว่า “ผู้บริโภค” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ขยายขอบเขตคลุมไปถึงผู้บริโภคซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญากับผู้ประกอบธุรกิจด้วย ซึ่งจะส่งผลให้กลไกการฟ้องคดีแทนมีประโยชน์และสามารถทำงานได้มากขึ้น นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้เสนอให้นำเอาวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยองค์กรที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้การชดใช้เยียวยาเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ประหยัดและเป็นธรรมกับคู่กรณีทุกฝ่าย มาใช้ควบคู่กับกลไกการฟ้องคดีแทนด้วย ทั้งหมดนี้ ให้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ผู้เขียนเชื่อว่า วิธีการที่เสนอแนะดังกล่าวจะช่วยทำให้การชดใช้เยียวยาความเสียหาย เป็นไปโดยสะดวก ประหยัด ทั่วถึงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะส่งผลย้อนกลับให้ผู้ประกอบธุรกิจ มีความระมัดระวังในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการ ให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอันจะส่งผลสูงสุดให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและสังคมโดยรวมด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
วิชัย ธัญญพาณิชย์ . (2539). ปัญหาการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิชัย ธัญญพาณิชย์ . 2539. "ปัญหาการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิชัย ธัญญพาณิชย์ . "ปัญหาการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539. Print. วิชัย ธัญญพาณิชย์ . ปัญหาการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2539.
|
