| ชื่อเรื่อง | : | โครงการวิจัยเรื่อง คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน |
| นักวิจัย | : | วิทยากร เชียงกูล |
| คำค้น | : | คนไทยควรอ่าน , คัดเลือก , หนังสือดี |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2542 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4010013 , http://research.trf.or.th/node/3361 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | เหตุผลที่มาของโครงการ ต้องการกระตุ้นให้คนไทยรู้จักและสนใจที่จะอ่านหนังสือดี ๆ เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาทางด้านภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากคนไทยโดยทั่วไป ยังสนใจ การอ่านหนังสือ และการศึกษาด้วยตนเองน้อย แม้คนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาสูง ขั้นมหาวิทยาลัยก็มักจะอ่านเฉพาะ ตำรา, เอกสารประกอบคำบรรยาย ในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่หรืออ่านเฉพาะหนังสือจากตะวันตก หรือหนังสือในสาขาวิชาเฉพาะทางของตน ไม่ได้สนใจอ่านหนังสืออื่น ๆ ขณะที่ผู้ที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายหรือเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านหนังสือชั้นดีที่ควรจัดได้ว่าเป็นแบบฉบับของไทย ทั้งเพราะไม่สนใจเรื่องการอ่าน และเพราะไม่รู้ว่าเมืองไทยมีหนังสือคลาสสิกหรือหนังสือดี ๆ ให้อ่านอยู่จำนวนมาก วัตถุประสงค์ของโครงการ ๑) เพื่อผลิตและประชาสัมพันธ์ "สารานุกรมแนะนำหนังสือดีที่คนไทยน่าจะได้อ่านที่จะ กระตุ้นให้คนไทยมองเห็นว่ามีหนังสือดีที่น่าจะอ่าน เกิดความสนใจที่จะอ่านหนังสือ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความรู้สติปัญญา และยกระดับรสนิยมและจิตใจ ๒) เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้วยตนเอง การอ่านอย่างวิเคราะห์ และการคิดอย่างสร้างสรรค์ ๓) เพื่อให้เกิดการประมวลแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ "ไทยศึกษา" ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ของสังคมไทยและสิ่งที่คนไทยและคนที่ศึกษาเรื่องไทยคิดและเขียนไว้ หลักเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกหนังสือดีที่คนไทยน่าจะได้อ่าน ๑. เป็นหนังสือภาษาไทยที่เขียนขึ้นในช่วงประมาณสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ในสาขาวิชาความรู้ต่าง ๆ และวรรณกรรมที่ดีเด่น, สำคัญ, เป็นแบบฉบับที่มีค่าควรอ่านได้ทุกยุคสมัย โดยควรเป็นหนังสือวรรณกรรม หรือสารคดีให้ความรู้พื้นฐานที่คนทั่วไปอ่านเข้าใจได้ไม่ยากเกินไป ไม่ใช่หนังสือวิชาการเฉพาะด้านระดับสูงที่อ่านเข้าใจเฉพาะผู้เชี่ยวชาญแขนงนั้น ๒. เป็นหนังสือที่มีศิลปะในการเขียนและการใช้ภาษาที่ดี ถ้าเป็นประเภทบันเทิงคดีก็คือ หนังสือที่มีคุณค่าทางศิลปวรรณกรรมทั้งในแง่รูปแบบ (ความงาม, ความไพเราะ, ความสะเทือนอารมณ์) และเนื้อหาสาระที่ตีความหมาย, สะท้อนชีวิตและสังคม ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปในการพิจารณาตามแนวของวรรณกรรมโลกหรือ วรรณกรรมสากล ๓. เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระที่แสดงออกถึงความริเริ่มสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นความคิดอ่าน ความรู้ ประสบการณ์ สภาพของสังคม ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านมีทัศนะต่อชีวิตและต่อโลกที่ กว้างขึ้น ได้รับความรู้ ความคิดอ่านความบันเทิงทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นประโยชน์ ทำให้ผู้อ่านฉลาดและมีความคิดแบบเสรี หรือใจกว้าง (liberal) มากขึ้น เข้าใจชีวิตและสังคมมากขึ้น มีอคติในเรื่องเผ่าพันธุ์, เพศ ฯลฯ ลดลง ๔. เป็นหนังสือที่โดดเด่น มีอิทธิพลต่อความคิดอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านจำนวนมากในยุคหนึ่งๆ ที่มีผลสะเทือนสืบทอดมาถึงปัจจุบัน สรุปสาระสำคัญของผลงานวิจัย งานวิจัยซึ่งดำเนินงานโดยคณะผู้วิจัย ๑๑ คน และกรรมการชี้ทิศทาง ๖ คน เป็นเวลาประมาณ ๑ ปีครึ่ง ได้คัดเลือกหนังสือดีในรอบศตวรรษที่คนไทยน่าจะได้อ่านมา ๑๐๐ รายชื่อ เป็นหนังสือประเภทสารคดี/บทความ (Non-fiction) ๔๕ รายชื่อ และหนังสือประเภทบันเทิงคดี (นิยาย, เรื่องสั้น, บทกวี) ๕๕ รายชื่อ หนังสือดีรายชื่อแรก ๆ ที่คณะผู้วิจัยเลือกมาประกอบด้วย โคลงโลกนิติ เสภาเรื่องศรีธนญไชยเชียงเมี่ยง ซึ่งเป็นศรีธนญไชยฉบับชาวบ้านล้านนาล้านช้าง ซึ่งต่างจากฉบับเล่าใหม่สมัยหลังอย่างมีนัยสำคัญ หนังสือแสดงกิจจานุกิจ อธิบายธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ตามความรู้และเข้าใจของปัญญาชนไทยในยุคนั้นโดยที่คณะผู้วิจัยเห็นว่าหนังสือเหล่านี้แม้จะมีเค้าเรื่องเดิมหรือเขียนขึ้นก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ยังมีภูมิปัญญามีวัฒนธรรมที่สืบต่อมาได้จนถึงยุคใหม่ และคนรุ่นปัจจุบันน่าจะยังอ่านได้รสชาติและความเพลิดเพลิน หนังสือในยุครัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๒๔๕๓) ที่คณะผู้วิจัยเลือกมามีอาทิเช่น นิราศหนองคาย(๒๔๑๒) นิราศที่สะท้อนชีวิตผู้คนที่ถูกเกณฑ์ไปรบได้อย่างสมจริงมีชีวิตชีวา หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือต้องห้ามในยุคนั้น ที่ถูกสั่งเผาเพราะวิจารณ์พวกเจ้านายอย่างแหลมคม สามัคคีเภทคำฉันท์(๒๔๕๘) ของชิต บุรฑัต กวีนิพนธ์คำฉันท์ที่โดดเด่น แพทยศาสตร์สงเคราะห์(๒๔๕๐) ตำราแพทย์แผนโบราณฉบับชำระใหม่ พระราชพิธีสิบสองเดือน (๒๔๕๔) พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ ที่วรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยกย่องให้เป็นหนังสือประเภทความเรียงอธิบายที่ดีที่สุด สมัยรัชกาลที่ ๖ (๒๔๕๓-๒๔๖๘) เป็นยุคที่มีงานเขียนงานพิมพ์พัฒนามากยิ่งขึ้น ทำให้คณะผู้วิจัยเราสามารถเลือกหนังสือดีในยุคสมัยนี้ได้มากขึ้น ทรัพยศาสตร์(๒๔๕๔) ของพระยาสุริยานุวัติ ตำราเศรษฐศาสตร์ภาษาไทยเล่มแรกที่ถูกรัฐบาลยุคนั้นห้ามเผยแพร่เพราะเกรงว่าประชาชนจะรู้ความจริงเรื่องฐานะของคนมากเกินไป สาส์นสมเด็จ(๒๔๕๗-๒๔๘๖)รวมจดหมายโต้ตอบว่าด้วยความรู้หลายแขนงของปัญญาชนสำคัญของยุค คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นหนังสือคลาสสิกที่ผู้สนใจเรื่องไทยศึกษา คงจะต้องกลับไปอ่าน น.ม.ส. หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ เป็นกวีและนักเขียนคนสำคัญในยุคนี้ ที่คณะผู้วิจัยเลือกเรื่องนิทานเวตาล(๒๔๖๑) เพราะเห็นว่าอ่านได้เพลิดเพลินกว่าและมีปัญหาการตีความที่ต่างกันน้อยกว่ากวีนิพนธ์การเมืองอย่างสามกรุง ในด้านหนังสือความรู้ คณะผู้วิจัยได้เลือก พระประวัติตรัสเล่า(๒๔๖๗) ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสารคดีเชิงประวัติศาสตร์สังคมของปัญญาชนสำคัญท่านหนึ่งในยุคนั้น ด้านกวีนิพนธ์ คณะผู้วิจัยได้เลือกบทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธา(๒๔๖๐) งานที่แสดงถึงความเป็นกวีโรแมนติกที่อ่อนไหวของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีความเป็นสากล เข้าถึงใจคนมากกว่าพระราชนิพนธ์ปลุกใจทางการเมือง ซึ่งเนื้อหาสาระส่วนใหญ่กลายเป็นเรื่องพ้นยุคไปแล้วในปัจจุบัน ในยุครัชกาลที่ ๗ เป็นยุคที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารยิ่งเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่องและเป็นยุคของนวนิยายสมัยใหม่ ที่ละครแห่งชีวิต(๒๔๗๒) ของม.จ.อากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ คือผู้เปิดศักราช ละครแห่งชีวิตไม่เพียงแต่เปิดโลกทัศน์ของคนไทยให้รู้จักชาวต่างประเทศในรูปนวนิยายโรแมนติกที่สวยงามประทับใจเท่านั้น หากยังเป็นการเปิดฉากวิจารณ์ค่านิยมเก่าของสังคมเจ้าขุนมูลนาย การที่เจ้านายและขุนนางนิยมการมีเมียมาก, ความเห่อยศเห่อความมั่งคั่ง นับเป็นการวิจารณ์ที่เสียงดังที่สุด นักเขียนร่วมสมัยอีก ๒-๓ ท่าน ที่ผลิตงานดีเด่นในยุคเดียวกัน คือ ดอกไม้สด ศรีบูรพา และเวทางค์ สำหรับดอกไม้สด นั้นคณะผู้วิจัยเลือกเรื่อง หนึ่งในร้อย แทนที่จะเป็นเรื่อง ผู้ดี ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา เพราะคณะผู้วิจัยชอบคุณค่าของวรรณศิลป์และความเป็นธรรมชาติตรงไปตรงมา มากกว่าเรื่องผู้ดี ที่มีลักษณะแก้ต่างหรือปกป้องชนชั้นผู้ดีช่วงกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคตกต่ำ เพราะการเข้ามาของนายทุนหรือเศรษฐีใหม่ซึ่งเห็นได้ชัดกว่าในเรื่องข้างหลังภาพ (๒๔๘๐) ของศรีบูรพา สำหรับนิยายของศรีบูรพา คณะผู้วิจัยเลือกเรื่องแลไปข้างหน้า (๒๔๙๘) แทนที่จะเลือกเรื่องข้างหลังภาพ ที่คนอ่านส่วนใหญ่นิยม เพราะเห็นว่าแลไปข้างหน้า เป็นงานที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางความคิดและความเป็นตัวตนของศรีบูรพาได้กว้างไกลกว่างานยุคต้น ๆ ของเขา เวทางค์(ทองอิน บุณยเสนา) เป็นนักเขียนนิยายและเรื่องสั้นรุ่นแรก ๆ ที่ถูกลืมไปอย่างน่าเสียดาย ดำรงประเทศ ซึ่งเขียนในปี ๒๔๗๔ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ท่วงทำนองเป็นแบบเทพนิยาย แต่เนื้อหากล่าวถึงปรัชญาแห่งสันติภาพ, การเป็นรัฐบาลที่ดี, การให้ความสำคัญแก่บทบาทของผู้หญิง ที่มีแนวคิดที่ก้าวหน้ามากกว่านักเขียนไทยส่วนใหญ่ในยุคใกล้เคียงกัน รวมทั้งยุคหลังจากนั้นด้วยซ้ำ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เป็นช่วงที่คนไทยพยายามพัฒนาประชาธิปไตยและสร้างประเทศให้ทันสมัยแบบประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก เป็นยุคทองของนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี ที่สะท้อนทั้งสังคมและความงามของชีวิต นักเขียนเด่น ๆ ในยุคนี้มีทั้งเชื้อพระวงศ์, ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ และสามัญชน โดยนักเขียนในยุคนั้นส่วนใหญ่เรียนเพียงชั้นมัธยมปลาย แต่เรียนรู้จากชีวิตจริงและจากการอ่านอย่างกว้างขวาง งานเขียนของพวกเขา (ซึ่งรวมทั้งนักเขียนหญิงด้วย) มีความหลากหลายและมีคุณภาพทั้งในเชิงวรรณศิลป์และในเชิงสะท้อนชีวิตและสังคมไทยในยุคนั้น นับตั้งแต่เรื่องแบบลูกทุ่ง และเรื่องอิงประวัติศาสตร์ ของไม้ เมืองเดิม ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่า บางระจัน (๒๔๗๙) เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของเขา หนังสือดีอื่น ๆ คือ นิยายรักรบโรแมนติกผู้ชนะสิบทิศ(๒๔๗๔) ของยาขอบ พล นิกร กิมหงวน เรื่องตลกล้อเลียนชีวิตและสังคมของป.อินทรปาลิต เรื่องโรแมนติกแฝงปรัชญาชีวิต เช่น ปักกิ่งนครแห่งความหลัง (๒๔๘๖) ของสด กูรมะโรหิต เรื่องสะท้อนชีวิตและสังคมเมืองอย่างหญิงคนชั่ว (๒๔๘๐) ของ ก. สุรางคนางค์ โคลงกลอนของครูเทพ (๒๔๘๕) บทกวีที่สะท้อนชีวิตและค่านิยมและสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง เขียนโดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ปัญญาชนคนสำคัญคนหนึ่งของยุคนั้น ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง(พ.ศ.๒๔๘๘) จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๐๑ กระแสความคิดสังคมนิยมและวรรณกรรมเพื่อชีวิตแผ่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น มีงานเขียนประเภทสะท้อนและวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างแหลมคม ของศรีบูรพา เสนีย์ เสาวพงศ์ ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ ป. บูรณปกรณ์ อิศรา อมันตกุล นายผี จิตร ภูมิศักดิ์ เปลื้อง วรรณศรี ทวีปวร ลาว คำหอม ฯลฯ เป็นยุครุ่งเรืองของวรรณกรรมเพื่อชีวิต ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี ที่มีทั้งเนื้อหาและวรรณศิลป์ แม้ว่าพวกเขาจะถูกเซ็นเซอร์ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงระลอกแล้วระลอกเล่า ในยุค ๒๔๘๙-๒๕๐๑ จะมีงานของฝ่ายอื่นที่เด่น ๆ ก็คืองานของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในสี่แผ่นดิน(๒๔๙๔) ที่คณะผู้วิจัยเลือกให้เป็นหนังสือดี ๑ ใน ๑๐๐ รายชื่อ แม้ว่าหลายคนจะชอบเรื่องหลายชีวิตของเขาว่าสะท้อนชีวิตของชาวบ้านได้อย่างมีเนื้อหาสาระศิลปะมากกว่าสี่แผ่นดินที่เป็นการเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองของผู้เขียน แต่สี่แผ่นดินก็คืองานหลักที่สะท้อนตัวตน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และสะท้อนยุคสมัยของการต่อสู้ทางความคิดระหว่างฝ่ายหัวเก่ากับฝ่ายหัวก้าวหน้าได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามงานเด่น ๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์และสะท้อนภาพชีวิตและสังคมอย่างกลาง ๆ ไม่สนใจเรื่องซ้ายหรือขวา ก็มีไม่น้อย เช่น นวนิยายเสียดสีการเมืองเรื่องพัทยา (๒๔๙๔) ของดาวหาง ทุ่งมหาราช ของมาลัย ชูพินิจ เราลิขิต-บนหลุมศพวาสิฎฐี ของร.จันทพิมพะ เรื่องสั้นของส.ธรรมยศ พลายมลิวัลลิ์ และเรื่องสั้นของถนอม มหาเปารยะ เรื่องสั้นของมนัส จรรยงค์ บทกวี ของอุชเชนี เมืองนิมิตร ของม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ บทละครเรื่องพระลอ ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ฯลฯ งานของอุชเชนี ถนอม มหาเปารยะ อ.ไชยวรศิลป์ และร.จันทพิมพะ สะท้อนว่านักเขียนสตรีไทยก็เป็นนักคิดไม่น้อยกว่านักเขียนชาย โดยเฉพาะนวนิยายของร.จันทพิมพะได้สะท้อนว่านักเขียนไทยที่เขียนให้ตัวละครมีชีวิตชีวามีเลือดเนื้อหัวใจอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีอยู่ ไม่ใช่เขียนตัวละครแบบแบน ๆ ใส่แต่ความคิดเข้าไปอย่างที่นักวิจารณ์ที่อ่านนวนิยายฝรั่งมากกว่านวนิยายไทยบางคนเคยวิจารณ์นวนิยายไทยแบบเหมารวมเอาไว้ หลังจากรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ปี ๒๕๐๑ ซึ่งได้จับกุมคุมขังนักการเมืองและปัญญาชน ฝ่ายก้าวหน้าไปจำนวนมาก ทำให้วงวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่คึกคักต้องซบเซาไปเป็นเวลาหลายปี กว่าจะเกิดวรรณกรรมรุ่นใหม่ที่สะท้อนชีวิตสังคมทั่วไป ๆ มากกว่าที่จะวิพากษ์การเมือง เช่น งานเรื่องสั้นและนวนิยายของอาจินต์ ปัญจพรรค์ รงค์ วงษ์สวรรค์ เสนอ อินทรสุขศรี กวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ กลอนเปล่าของ ราช รังรอง เรื่องล้อเลียนของฮิวเมอร์ริสต์ นิยายวิทยาศาสตร์ของจันตรี ศิริบุญรอด นวนิยายเรื่องจดหมายจากเมืองไทย ของโบตั๋น เขาชื่อกานต์ ของสุวรรณี สุคนธา สร้างชีวิต ของหลวงวิจิตรวาทการ ตะวันตกดิน ของกฤษณา อโศกสิน ฯลฯ ยุคเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ (๒๕๐๑-๒๕๐๖) และจอมพลถนอม กิตติขจร (๒๕๐๖-๒๕๑๖) ได้สร้างปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในทศวรรษ ๒๕๑๐ ทำให้เกิดงานเขียนที่แสดงความแปลกแยก และแสวงหาความหมายใหม่ ๆ ของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น เช่น ฉันจึงมาหาความหมาย ของวิทยากร เชียงกูล และคนบนต้นไม้ ของนิคม รายวา ก่อนที่จะเกิดกรณีนักศึกษาประชาชนเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบานระยะสั้น ๆ ๓ ปี คือ ๒๕๑๖-๒๕๑๙ ความสนใจอ่านหนังสือและความตื่นตัวที่จะเขียนวรรณกรรมสะท้อนสังคมได้กลับมาอย่างคึกคัก แต่งานในช่วง ๓ ปีของการฟื้นฟูวรรณกรรมเพื่อชีวิตนี้หลายชิ้นนิยมเขียนถึงการต่อสู้ของชาวนากรรมกรแบบเป็นสูตรสำเร็จ และคุณค่าทางวรรณศิลป์จะอ่อนไปหน่อย เมื่อเทียบกับวรรณกรรมเพื่อชีวิตในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงปี ๒๕๐๑ ในช่วงปี ๒๕๑๖-๒๕๑๙ คณะผู้วิจัยจึงเลือกงานที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ และมีเนื้อหาสาระสะท้อนชีวิตและสังคมในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน ๒๕๑๖-๒๕๑๙ มาได้เพียงจำนวนหนึ่ง เช่น สร้อยทอง ของนิมิตร ภูมิถาวร พิราบแดง ของสุวัฒน์ วรดิลก ลูกอีสาน ของคำพูน บุญทวี เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นต้น กล่าวในแง่หนังสือประเภทสารคดีบทความ ซึ่งคณะผู้วิจัยคัดเลือกมาจำนวน ๔๕ รายชื่อ จากทั้งหมด ๑๐๐ รายชื่อ มีความหลากหลายมากจนยากที่จะฉายให้เห็นภาพรวมที่เป็นเอกภาพได้ วิธีการเลือกของเราคือ พยายามรวบรวมรายชื่อนักเขียนและชื่อหนังสือดีเด่นในสาขาวิชาความรู้ต่างๆ ในยุคที่คณะผู้วิจัยวางเป็นเกณฑ์ไว้ (๒๔๐๘-๒๕๑๙) ออกมาให้ได้มากที่สุด แล้วก็ค่อย ๆ อภิปรายประเมินคุณค่าและคัดออก โดยพยายามจะให้มีหนังสือที่ครอบคลุมสาขาวิชาความรู้หลัก ๆ ในทุกด้านเท่าที่จะครอบคลุมไปถึงได้ หนังสือส่วนใหญ่เป็นหนังสือดีที่น่าอ่านเพื่อการเพิ่มเติมความรู้ด้านไทยศึกษา และความรู้ด้านต่างจากแง่มุมมองของคนไทย รวมทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่นานและซึมซับความเป็นไทยอย่าง ร. แลงกาต์ หรือศิลป พีระศรี ภาพรวมของหนังสือคลาสสิกใหม่ประเภทสารคดี/บทความที่คณะผู้วิจัยเลือกมา เป็นหนังสือเชิงประวัติศาสตร์ ปรัชญา วัฒนธรรม ศิลปวรรณกรรม ค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนความสนใจของคนไทยรุ่นก่อนในเรื่องเหล่านี้ ถ้ามองแบบเปรียบเทียบกับการเขียนหนังสือของตะวันตกจะเห็นได้ว่า ของไทยส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์แบบคลาสสิกหรือเชิงพรรณนามากกว่าเชิงวิพากษ์วิจารณ์แบบสังคมศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งก็คงเป็นผลมาจากสภาพการเมืองสังคมการศึกษาไทย ที่เริ่มต้นและพัฒนาโดยชนชั้นสูง และกระแสภูมิปัญญาหลักเป็นกระแสจารีตนิยม ขณะที่กระแสความคิดแบบก้าวหน้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างท้าทายจากสามัญชนมักจะถูกเซ็นเซอร์ ถูกปราบปราม ทำให้กระแสความคิดแบบก้าวหน้าไม่มีโอกาสได้พัฒนาต่อเนื่องและอย่างมีอิสระเสรี อย่างไรก็ตามนอกจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตแล้ว เรายังมีหนังสือประเภทสารคดี บทความ ของนักเขียนฝ่ายก้าวหน้า ที่มีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาภูมิปัญญาไทยจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็น วรรณสาส์นสำนึก ของสุภา ศิริมานนท์ ปัญญาวิวัฒน์ ของสมัคร บุราวาศ ความเป็นอนิจจังของสังคม ของปรีดี พนมยงค์ โฉมหน้าศักดินาไทย และความเป็นมาของคำสยาม ไท ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งสำหรับจิตร ภูมิศักดิ์ คณะผู้วิจัยเลือกงานประเภทสารคดีของเขาทั้งสองเล่ม เพราะเป็นงานที่โดดเด่นกันคนละอย่าง แม้โฉมหน้าศักดินาไทย อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องความถูกต้องแม่นยำอยู่บ้าง (เนื่องจากข้อจำกัดในการค้นคว้า และอคติในการยึดกุมทฤษฎีมาร์กซิสต์อย่างเคร่งครัด) แต่ก็เป็นหนังสือที่เป็นหลักเขตของหนังสือประวัติศาสตร์ในปี ๒๕๐๐ ที่มองจากประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงของสามัญชนอย่างจริงจัง และได้ก่อผลสะเทือนต่อแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยต่อมา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นักศึกษาประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อย่างสำคัญ ส่วนหนังสือสำนักคิดอื่น ๆ นั้น ถ้าได้อ่านหนังสือเหล่านี้อย่างวิพากษ์โดยคำนึงถึงบริบทและพัฒนาการของสังคมการเมืองไทยแล้วเราก็จะพบว่ามีภูมิปัญญาแบบไทยและแบบตะวันออกที่มีเอกลักษณ์และมีแง่คิดมีความพยายามในการวาดภาพสังคมไทยที่ดีโดยต้องการรากฐานที่เป็นแบบไทยมากกว่าจะรับตะวันตกทั้งดุ้นอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นในหนังสือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระยาอนุมานราชธน, พุทธทาสภิกขุ, พระธรรมปิฎก, น. ณ ปากน้ำ, ป๋วย อึ๊งภากรณ์, วิทย์ ศิวะศริยานนท์, แสงอรุณ รัตกสิกร, ประยูร จรรยาวงษ์, มล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ฯลฯ แม้ในงานของนักศึกษาด้วยตัวเองอย่างชัย เรืองศิลป์, ประยุทธ สิทธิพันธุ์, สงบ สุริยินทร์ ฯลฯ ก็มีความพยายามที่จะเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับสังคมไทยอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่มาก โดยวางอยู่บนพื้นฐานของระบบความคิดความรู้แบบไทย ๆ ที่พวกเขาซึมซับมาจากการอ่าน การค้นคว้าและประสบการณ์โดยตรง กล่าวโดยรวมแล้วในช่วงเวลาประมาณหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คนไทยมีงานวรรณกรรมและหนังสือหนังหาที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวยและความหลากหลายทางภูมิปัญญา ภาษาและศิลปวัฒนธรรมที่ไม่น้อยหน้าประเทศอื่น หนังสือ ๑๐๐ รายชื่อที่คณะผู้วิจัยเลือกมาคงจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความร่ำรวยทางปัญญาที่เรามีอยู่เท่านั้น หนังสือทั้ง ๑๐๐ รายชื่อ มีความหลากหลาย และมีความสมดุล เช่น มีทั้งงานของเจ้า ขุนนาง และสามัญชน, มีงานของนักเขียนหญิงและนักเขียนที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัดอยู่จำนวนไม่น้อย มีทั้งงานของนักเขียนแนวจารีตนิยม และนักเขียนแนวก้าวหน้า งานเหล่านี้โดยเฉพาะบันเทิงคดีไม่ได้เป็นเพียงมรดกล้ำค่าของชาวไทยเท่านั้น หากเป็นมรดกของชาวโลกด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
วิทยากร เชียงกูล . (2542). โครงการวิจัยเรื่อง คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิทยากร เชียงกูล . 2542. "โครงการวิจัยเรื่อง คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วิทยากร เชียงกูล . "โครงการวิจัยเรื่อง คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print. วิทยากร เชียงกูล . โครงการวิจัยเรื่อง คัดเลือกและแนะนำหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.
|
