ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลางของคลื่น P300 ระหว่าง เด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลางของคลื่น P300 ระหว่าง เด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน
นักวิจัย : นงเยาว์ ศรีนางแย้ม
คำค้น : P300 , NORMAL CHILDREN , CHILDREN WITH LEARNING DISABILITIES
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=45646
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลาง ของคลื่น P300 ในเด็กอายุ 9-12 ปี โดยจะศึกษาในเด็กปกติจำนวน 21 คน เป็นชาย 9 คน หญิง 12 คน เปรียบเทียบกับเด็กชายที่มีปัญหาด้านการเรียนจำนวน 13 คน ทำการทดสอบ ด้วยเครื่อง Nicolet Spirit 2000 โดยให้เด็กฟังแยกเสียงที่ความถี่ 2000 Hz และ 1000 Hz ที่มีความบ่อยของการเกิดเสียง 15% และ 85% ตามลำดับ โดยเสียงผ่านทาง Insert ear phone เข้าสู่หู้ข้างซ้าย ในอัตรา 1.1 ครั้ง/วินาที และใช้ alternating polarity ที่ความดัง 70 dBnHL ขณะทดสอบให้เด็กนับจำนวนเสียง 2000 Hz ตลอดการทดสอบและรายงาน ผลการนับเมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่ารูปร่างคลื่น P300 ในเด็กทั้ง 2 กลุ่ม แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. รูปร่างคลื่นมีหนึ่งยอด 2. รูปร่างคลื่นมี 2 ยอด 3. รูปร่างคลื่น มีหลายยอด ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการทดสอบซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง (trials) ในเด็ก แต่ละคนเพื่อดูความคงที่ของรูปร่างคลื่น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1a. รูปร่าง คลื่นมีหนึ่งยอดทั้ง 2 trials 2b. รูปร่างคลื่นมี 2 ยอดทั้ง 2 trials 3c. รูปร่างคลื่น มี 1 ยอดใน 1 trial และ 2 ยอดในอีก 1 trial 4d. รูปร่างคลื่นมีหลายยอดใน 1 หรือ 2 trials เมื่อคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ พบว่าในเด็กปกติพบประเภทที่ 3c มากที่สุด 33.3% และประเภทที่ 2b น้อยที่สุด 14.3% ส่วนเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนพบประเภทที่ 3c และ 4d จำนวนเท่ากัน 30.8% และประเภทที่ 2b น้อยที่สุด 15.4% สำหรับการเกิดรูปร่าง คลื่นในเด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนในการทดสอบ 2 trials พบรูปร่างคลื่น เหมือนกันทั้ง 2 trials เท่ากับ 38.1% และ 38.5% และพบรูปร่างคลื่นต่างกันทั้ง 2 trials เท่ากับ 61.9% และ 61.6% ตามลำดับ และเมื่อทำการทดสอบความสัมพันธ์ ของเด็กทั้ง 2 กลุ่มและการเกิดรูปร่างคลื่นทั้ง 4 ประเภท พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาการเกิดคลื่น P300 ในเด็กปกติ 307.5571 (SD=26.0996) และ เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน 327.6385 (SD=26.0217) มิลลิวินาที มีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ p < .05 ส่วนความสูงของคลื่น P300 ในเด็กปกติ 11.7667 (SD= 3.9343) กับเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน 8.9915 (SD=2.8192) ไมโครโวลล์ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p<.05 ผลการศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ ในการช่วยวินิจฉัยเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนออกจากเด็กปกติได้

บรรณานุกรม :
นงเยาว์ ศรีนางแย้ม . (2544). การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลางของคลื่น P300 ระหว่าง เด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นงเยาว์ ศรีนางแย้ม . 2544. "การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลางของคลื่น P300 ระหว่าง เด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
นงเยาว์ ศรีนางแย้ม . "การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลางของคลื่น P300 ระหว่าง เด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print.
นงเยาว์ ศรีนางแย้ม . การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจการได้ยินในระบบประสาทส่วนกลางของคลื่น P300 ระหว่าง เด็กปกติและเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.