ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาประสิทธิภาพของยาซีร์เทค, ยาเซทรีซีน, ยาเดสลอราตาดีน และยาหลอก ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในการยับยั้งการตอบสนองทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาประสิทธิภาพของยาซีร์เทค, ยาเซทรีซีน, ยาเดสลอราตาดีน และยาหลอก ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในการยับยั้งการตอบสนองทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้
นักวิจัย : เอกจิตรา สุขกุล
คำค้น : CETIRIZINE , DESLORATADINE , WHEAL AND FLARE
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082548001496
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

~bวัตถุประสงค์~b เพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพยาเซทริซีน ซึ่งเป็นยาต้านฮีสตามีนซึ่งผลิตในประเทศไทยกับยาต้นแบบนำเข้า คือยาซีร์เทค ยาเดสลอราตาดีน ในการลดขนาดตุ่มนูนและรอยแดงของผิวหนังต่อการทดสอบด้วยสารก่อภูมิแพ้และสารฮีสตามีนในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ~bวิธีการ~b เป็นการศึกษาแบบ Randomized, double-blinded, placebo-controlled, crossover studywith washout periods ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางจมูก อายุระหว่าง 15-65 ปี และมีผลทดสอบผิวหนังต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างน้อยหนึ่งชนิด ซึ่งให้ผลบวกอย่างน้อย 3+ โดยให้ยาต้านฮีสตามีนแบบสุ่มลำดับ ยาเซทริซีนขนาด 10 มก. ยาซีร์เทค ขนาด 10 มก. ยาเดสลอราตาดีน ขนาด 5 มก. และ ยาหลอกรับประทานวันละครั้งอย่างละ 7 วัน และให้หยุดยาช่วงละ 7 วัน เพื่อขจัดผลจากยาเดิม วัดขนาดตุ่มนูนและรอดแดง ณ วันแรกก่อนเริ่มยา และวัดหลังกินยาแต่ละชนิด เปรียบเทียบความแตกต่างของเปอร์เซ็นต์การลดลงของขนาดตุ่มนูนและรอยแดง ต่อการตอบสนองของยาแต่ละชนิด และยาหลอก ~bผลการศึกษา~b ผู้ป่วยทั้งหมด 20 ราย ที่ได้รับยาทั้ง 3 ชนิด และยาหลอกครบถ้วน เพศชาย 7 ราย เพศหญิง 13 ราย เฉลี่ยอายุ 25.69 ปี (16-39 ปี) พบว่ายาทั้งสามชนิดสามารถลดขนาดของตุ่มนูนและรองแดงต่อการทดสอบด้วยสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้ได้ดีกว่ายาหลอกอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติคือสารฮีสตามีน~ip~i<0.001 สารก่อภูมิแพ้ ~ip~i<0.001 ค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การลดลงขนาดตุ่มนูนและรอยแดงที่เกิดจากการทดสอบด้วยสารฮีสตามีนจากยาเซทริรีซีน คือ 40% และ 47% ยาซีร์เทค คือ 38% และ 47% และยาเดสลอราตาดีนคือ 34% และ 37% และมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การลดลงของขนาดตุ่มนูนและรอยแดงที่เกิดจากการทดสอบด้วยสารก่อภูมิแพ้ยาเซทริซีนคือ 31% และ 47% ยาซีร์เทค คือ 24% และ 40% และยาเดสลอราตาดีนคือ 24% และ34% แต่ไม่พบว่ามีความแตกต่างระหว่างประสิทธิภาพของยาทั้ง 3 ชนิดแต่อย่างใด ~bสรุป~b ยาเซทริซินซึ่งเป็นยาต้านฮีสตามีนผลิตในประเทศไทยมีประสิทธิภาพเทียบเท่าได้กับยานำเข้าต้นแบบคือยาซีร์เทค และยาเดสลอราตาดีน ในการยับยั้งปฏิกิริยาทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้ดังนั้นในกรณีที่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในการรักษา ยาต้านฮีสตามีนที่ผลิตในประเทศไทยชนิดนี้จึงถือว่ามีความเหมาะสมในการใช้รักษาโรคภูมิแพ้

บรรณานุกรม :
เอกจิตรา สุขกุล . (2548). การศึกษาประสิทธิภาพของยาซีร์เทค, ยาเซทรีซีน, ยาเดสลอราตาดีน และยาหลอก ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในการยับยั้งการตอบสนองทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เอกจิตรา สุขกุล . 2548. "การศึกษาประสิทธิภาพของยาซีร์เทค, ยาเซทรีซีน, ยาเดสลอราตาดีน และยาหลอก ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในการยับยั้งการตอบสนองทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เอกจิตรา สุขกุล . "การศึกษาประสิทธิภาพของยาซีร์เทค, ยาเซทรีซีน, ยาเดสลอราตาดีน และยาหลอก ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในการยับยั้งการตอบสนองทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2548. Print.
เอกจิตรา สุขกุล . การศึกษาประสิทธิภาพของยาซีร์เทค, ยาเซทรีซีน, ยาเดสลอราตาดีน และยาหลอก ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในการยับยั้งการตอบสนองทางผิวหนังต่อสารฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2548.