ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวันเพื่อทดสอบกลิ่นที่เหมาะสมในการใช้เป็นเหยื่อล่อแมลงวันหัวบ้าน Musca domestica และแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala และการทดสอบกลิ่นดังกล่าวต่อแมลงวันทั้งสองชนิดในภาคสนาม

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวันเพื่อทดสอบกลิ่นที่เหมาะสมในการใช้เป็นเหยื่อล่อแมลงวันหัวบ้าน Musca domestica และแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala และการทดสอบกลิ่นดังกล่าวต่อแมลงวันทั้งสองชนิดในภาคสนาม
นักวิจัย : คม สุคนธสรรพ์
คำค้น : การควบคุม , พฤติกรรมการตอบสนอง , อุโมงค์ลม , แมลงวัน
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2555
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RMU5080036 , http://research.trf.or.th/node/5341
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

แมลงวันบ้านและแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala เป็นแมลงวันที่มีความสำคัญทางการแพทย์ที่พบมากในประเทศไทย ตัวเต็มวัยเป็นพาหะนำเชื้อโรคหลายชนิดมาสู่มนุษย์ ก่อความรำคาญต่อการดำรงชีวิต ส่วนตัวอ่อนแมลงวันทำให้เกิดโรคหนอนแมลงวันทั้งในมนุษย์และสัตว์ การหาวิธีการควบคุมปริมาณแมลงวันจึงเป็นสิ่งที่จำเปน็ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ (1)ออกแบบและสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวัน เพื่อศึกษาการตอบสนองต่อกลิ่นของแมลงวันทั้งสองชนิด (2) ศึกษาพฤติกรรมของแมลงวันทั้งสองชนิดต่อกลิ่นต่างๆ จากสารธรรมชาติ และสารสังเคราะห์เพื่อนำไปเป็นเหยื่อล่อที่เหมาะสม และ (3) พัฒนาสร้างเหยื่อล่อสำเร็จรูปที่เหมาะสมต่อการล่อแมลงวันทั้งสองชนิด และนำไปทดสอบในภาคสนาม วิธีการทดลองคือ ออกแบบและสร้างอุโมงค์ลมที่มีความยาว 3 เมตร แบ่งเป็น 3 ส่วนคือด้านข้างสองส่วนสำหรับวางเหยื่อ และกลุ่มควบคุมที่ไม่วางเหยื่อ ตรงกลางเป็นที่สำหรับปล่อยแมลงวัน ส่วนต่อระหว่างตรงกลางและด้านข้างทั้งสองมีกรวยสำหรับให้แมลงวันบินไปด้านหนึ่ง ด้านหลังกรวยมีอุปกรณ์สำหรับจับสัญญาณการบินเข้าของแมลงวัน สัญญาณดังกล่าวติดเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมการนับแมลงวัน ได้ทดสอบการใช้อุโมงค์ลมนี้กับแมลงวันบ้านและ C. megacephala และพบว่าได้ผล แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ จึงได้ออกแบบและสร้างอุโมงค์ลมใหม่ โดยมีความยาว 190 เซนติเมตร ความกว้าง 30 เซนติเมตร และความหนา 30 เซนติเมตร ประกอบด้วยส่วนประกอบทั้งหมด 7 ส่วนคือ (1) filter partitions 2 ส่วน ด้านนอกสุดมีพัดลมเพื่อเป็นต้นกำเนิดลม หลอดไฟเพื่อเป็นแหล่งส่องสว่าง (2) stimulus partitions 2 ส่วน เป็นที่สำหรับวางเหยื่อ (3) trapped partition 2 ส่วนเพื่อเป็นที่ดักจับแมลงวันที่บินเข้ามา และ (4) release partition 1 ส่วนตรงกลาง เพื่อสำหรับปล่อยเหยื่อเข้าไปด้านใน การทดสอบในอุโมงค์ลมนี้พบว่า เหยื่อคือเครื่องในหมูเน่า 1 วัน 300 กรัม, ความเร็วลม 0.58 m/s, เวลาการทดลองที่ 13.00-17.00 นาฬิกา, ความเข้มแสง 341.33 lux ในห้องและแสงที่ 10W สามารถดึงดูดแมลงวันได้ดีที่สุด ส่วนการทดสอบภาคสนาม ใช้เหยื่อคือเครื่องในวัวสดสำหรับดึงดูดแมลงวันบ้าน และเครื่องในวัวเน่า 1 วัน สำหรับดึงดูด C. megacephala สามารถดึงดูดแมลงวันให้มาที่กับดักได้เป็นจำนวนมาก

บรรณานุกรม :
คม สุคนธสรรพ์ . (2555). การสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวันเพื่อทดสอบกลิ่นที่เหมาะสมในการใช้เป็นเหยื่อล่อแมลงวันหัวบ้าน Musca domestica และแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala และการทดสอบกลิ่นดังกล่าวต่อแมลงวันทั้งสองชนิดในภาคสนาม.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
คม สุคนธสรรพ์ . 2555. "การสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวันเพื่อทดสอบกลิ่นที่เหมาะสมในการใช้เป็นเหยื่อล่อแมลงวันหัวบ้าน Musca domestica และแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala และการทดสอบกลิ่นดังกล่าวต่อแมลงวันทั้งสองชนิดในภาคสนาม".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
คม สุคนธสรรพ์ . "การสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวันเพื่อทดสอบกลิ่นที่เหมาะสมในการใช้เป็นเหยื่อล่อแมลงวันหัวบ้าน Musca domestica และแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala และการทดสอบกลิ่นดังกล่าวต่อแมลงวันทั้งสองชนิดในภาคสนาม."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print.
คม สุคนธสรรพ์ . การสร้างอุโมงค์ลมแบบสองทิศทางที่มีระบบนับจำนวนแมลงวันเพื่อทดสอบกลิ่นที่เหมาะสมในการใช้เป็นเหยื่อล่อแมลงวันหัวบ้าน Musca domestica และแมลงวันหัวเขียว Chrysomya megacephala และการทดสอบกลิ่นดังกล่าวต่อแมลงวันทั้งสองชนิดในภาคสนาม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.