| ชื่อเรื่อง | : | ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก กรณีเส้นทางหมายเลข 9 |
| นักวิจัย | : | สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ |
| คำค้น | : | การพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก , ผลกระทบทางเศรษฐกิจ , เส้นทางหมายเลข 9 |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4610013 , http://research.trf.or.th/node/3502 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | รายงานวิจัยฉบับนี้เป็นการสำรวจและประเมินสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโดย เฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทสไทย ที่ตามมาจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก ตามแนวการก่อสร้างเส้นทางหมายเลข 9 และสะพานข้ามแม่น้ำโขง เขื่อนมุกดาหาร-สะ หวันนะเขต พร้อมทั้งระบุประเด็นสำคัญ (priority issues) ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยควรพิจารณา ดำเนินการและกำหนดแนวนโยบายทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศใน กลุ่มอนุภูมิภาค โดยทำการศึกษาครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครพนม และสกลนคร ซึ่งแบ่งการศึกษาออกเป็น 5 องค์ประกอบ ดังนี้ (1) การคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน (2) การควบคุมชายแดนข้ามประเทศ และการค้าชายแดน (3) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคอันเป็นผล มาจากการโยกย้ายทรัพยากรและปัจจัยการผลิตในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ (4) การเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจและผลกระทบทางเศรษฐกิจในเขตจังหวัดดังกล่าว (5) บทบาททางเศรษฐกิจของ องค์กรระหว่าประเทศและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคและนอกภูมิภาค การศึกษาผลกระทบทางด้านการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อมีการกำหนดให้แต่ ละจังหวัดมีการผลิตสินค้าทั้งหมดเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการเปิดใช้สะพานไทย-ลาวแห่งที่ 2 และ ถนนหมายเลข 9 พบว่าหากไม่มีการขยายโครงข่ายการขนส่งภายในประเทศเพื่อรองรับแล้ว ต้น ทุนค่าขนส่งสินค้าและความต้องการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของแต่ละจังหวัดจะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับการศึกษาเรื่องการควบคุมชายแดนข้ามประเทศ และการค้าชายแดน พบว่าการค้าชาย แดนมีความสำคัญมากที่สุดสำหรับการค้าระหว่างไทยกับลาว จังหวัดที่มูลค่าการค้าชายแดนสูงสุดคือหนองคาย รองลงมาคือมุกดาหาร และอุบล ราชธานี การค้าชายแดนไทย-ลาว ยังมีอุปสรรคที่สำคัญอยู่หลายประการทั้งทางด้านภาษีศุลกา กร และมิใช่ภาษีศุลกากร เช่น ทางการประเทศลาวกำหนดให้สินค้าบางประเภทห้ามนำเข้าและส่ง ออก หรือมีการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้า(โควตา) ในสินค้าหลายประเภท ดังนั้น ประเทศไทย กับลาวจะไม่สามารถได้รับผลประโยชน์จากการมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงและถนนที่ทำให้เดินทาง ได้รวดเร็วขึ้นอย่างเต็มที่ หากอุปสรรคการค้าระหว่างไทยกับลาวอื่น ๆ อีกมากมายยังมิได้ถูกขจัด ออกไป การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาพ ในภาพรวม การผลิตจะ เน้นด้านอุตสาหกรรมและด้านบริการมากขึ้น โดยจะมีจังหวัดขอนแก่น มุกดาหาร และจังหวัด อุบลราชธานี เป็นศูนย์กลาง เมื่อทำการศึกษาในระดับจังหวัด พบว่า หลายจังหวัดมีศักยภาพการ ผลิตหลายอย่างที่มีความได้เปรียบเหนือประเทศเพื่อนบ้านควรแก่การส่งเสริม ได้แก่ การปลูกข้าว หอมมะลิ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษ อุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง โดยการเน้นหนักการแปรรูปสู่แป้งมันสำปะหลังและการผลิตกลูโคส อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและของขบเคี้ยว นอกจากนี้ ควรพัฒนาสถาบันการศึกษาโดย เฉพาะระดับอุดมศึกษา และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ ประวัติศาสตร์ ปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศที่มีสวนผลักดันโครงการเพื่อการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย แต่อย่างไรก็ ตาม ประเเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเส้นทางหมายเลข 9 อันได้แก่ ลาว เวียดนาม และไทย ก็ต้องสร้างความ พร้อมของตน ทั้งลาวและเวียดนามต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร มนุษย์ นอกจากนี้ยังต้องเตรียมดโยบายมาตรการ กฎระเบียบเกี่ยวข้องกับการคมนาคมต่าง ๆ และยังต้องสร้างความพร้อมของภาคเอกชนซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาต่อไปในภายหน้า สำหรับประเทศไทย ต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งทางโครงสร้างและการสนับสนุนทางสถาบัน (institutional psupport) เพื่อสร้างความพร้อมร่วมกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ทางการไทยจะ ต้องวางนโยบายและการปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้ลาวไม่รู้สีกว่าถูกเอารัดเอา เปรียบจากไทยและไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ This research report aims at assessing the economic impact on Thailand's Northeastern region as a result of the development of the East-West Economic Corridor, especially through the construction of Route No. 9 and the Second Mekong International Bridge and indicating priority issues that Thailand should consider and implement proper economic policies in the Greater Mekong Subregion. The study area covers mainly the provinces of Mukdaharn, Ubonratchatani, Khonkaen, Kalasin, Mahasalakam, Roiet, Nakornpanom, and Sakonnakorn. The study is divided into 5 main topics, thus including: transportation and infrastructure; border controls and border trade; economic changes in both micro- and macro-levels resulted from resource reallocation in major economic sectors; provincial economic changes; roles of international organizations and countries within and outside the region. The study found that an increase in production level due to the introduction of the SMIB and Route No.9 without a proper expansion of transportation network would result in a rise of transportation costs and demand in infrastructure. For border controls and border trade, there is a need to pay much alternation to the Thai-Lao trade and economic relations. The Northeastern provinces of Thailand that conduct the highest border trade volume are Nongkhai, followed by Mukdaharn and Ubonratchatani, respectively. Nevertheless, Thailand-Lao border trade is still struck by both tariff barriers and non-tariff barriers. Therefore, both countries would not get full benefits from the SMIB and the Route No.9 unless these trade barriers are properly tackled. In general, manufacturing products and services tended to he increasingly produced and distributed in Konkaen, Mukdaharn and Ubonratchatani as centers of activities. Through a proper provincial survey, the study found that each province has great potential to produce and adjust their products and services, according to a new comparative advantage in relation to neighboring countries like Laos, Vietnam, Cambodia and even China. These products are Jasmine rice, processed food, cars and motorcycles, glucose, sugar and snack. Besides, economic changes should faster government to support higher education and training especially international programs for students from neighboring countries in order to promote the value of cultural and historical through new tourism. At present, the Mekong River Commission and the Asian Development Bank are playing on active role in several Mekong subregion development projects. Nonetheless, Laos, Vietnam and Thailand, all in this development and consider as direct benefit receivers, must prepare themselves in a way that benefits their development strategies. Laos and Vietnam must develop infrastructure and human resource, prepare institutional like international transportation regulations, as well as support the private sector and the civil society, which represent major actors to realize the full potential of these project in the future. Thailand, in must have systematically prepare itself with institutional support. Thailand must lay down proper policies and have clear action plans like issues Thailand and Laos that might make Laos our neighbor felt disadvantageous and from the development of these projects. |
| บรรณานุกรม | : |
สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ . (2549). ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก กรณีเส้นทางหมายเลข 9.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ . 2549. "ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก กรณีเส้นทางหมายเลข 9".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ . "ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก กรณีเส้นทางหมายเลข 9."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ . ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก- ตะวันตก กรณีเส้นทางหมายเลข 9. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.
|
