ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาความแตกต่างในความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดในผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาความแตกต่างในความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดในผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย
นักวิจัย : สุวพรรณ ปลื้มคณิตกุล
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : โอภาส พุทธเจริญ , อรอุมา ชุติเนตร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/50543
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558

ความสำเร็จในการพัฒนายาต้านไวรัสเพื่อการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี นอกจากจะช่วยลดอัตราตายจากเอดส์แล้ว ยังลดอุบัติการณ์การเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและลดมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ด้วย ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รับการรักษาอย่างต่อเนื่องมีอายุขัยไม่แตกต่างจากประชากรปกติ เป็นเหตุให้อุบัติการณ์ของการเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดพบสูงขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวี การตรวจวัดความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดได้นำมาใช้ในการประเมินการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรทั่วไป มีการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีแนวโน้มการเกิดความหนาของหลอดเลือดแดงคาโรติดมากกว่าประชากรปกติ อย่างไรก็ตามการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ และยังไม่มีการศึกษาที่ทำในประชากรผู้ใหญ่ไทยถึงความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดจึงก่อให้เกิดการศึกษานี้ขึ้นมา ผู้วิจัยจึงได้จัดทำการศึกษาแบบภาคตัดขวางเพื่อเปรียบเทียบผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้ารับการรักษาที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ HIV-NAT (Netherlands-Australia-Thailand) และกลุ่มควบคุมจากผู้ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อศึกษาความแตกต่างของความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติด และวัดค่าการอักเสบของร่างกาย (hsCRP) ผลการศึกษา จากผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 90 คน เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี 60 คนและอาสาสมัครที่ไม่ติดเชื้อ 30 คน อายุเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มเท่ากับ 54.14 ปี (IQR 52-60) และ อัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิงเท่ากับ 1.14:1 (เพศชายร้อยละ 53) ความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยของผู้ติดเชื้อเอชไอวี 0.665 มม. และกลุ่มควบคุม 0.649 มม. (p=0.277) และพบว่าจากการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีผู้ที่มีค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง พบมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (48.3% vs. 26.7%; p=0.049) ส่วนค่าการอักเสบของร่างกาย (hsCRP) ไม่แตกต่างกัน (1.59 vs. 1.46 mg/dl; p=0.33) และไม่สัมพันธ์กับความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติด เมื่อวิเคราะห์ถดถอยเอกนาม เพศชาย อัตราส่วนรอบเอวรอบสะโพกที่มาก การสูบบุหรี่และความดันโลหิตสูงพบว่ามีความสัมพันธ์กับความหนาของหลอดเลือดแดงคาโรติด แต่เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุนามพบว่ามีเพียงเพศชายและความดันโลหิตสูงที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการศึกษา จากการศึกษานี้พบเพียงผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไทยที่ควบคุมการติดเชื้อได้เป็นอย่างดีมีความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดไม่ต่างจากผู้ไม่ติดเชื้อที่เพศและอายุใกล้เคียงกัน และพบว่าเพศชายและความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติด การศึกษาในอนาคตควรมีการตรวจติดตามในระยะยาวของความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดเพื่อหาความสัมพันธ์ของความหนาของหลอดเลือดแดงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรกลุ่มนี้ต่อไป การควบคุมความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้อควบคุมในการป้องกันการหนาตัวของหลอดเลือดแดงคาโรติดในประชากรที่ติดเชื้อเอชไอวี

บรรณานุกรม :
สุวพรรณ ปลื้มคณิตกุล . (2558). การศึกษาความแตกต่างในความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดในผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวพรรณ ปลื้มคณิตกุล . 2558. "การศึกษาความแตกต่างในความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดในผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวพรรณ ปลื้มคณิตกุล . "การศึกษาความแตกต่างในความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดในผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print.
สุวพรรณ ปลื้มคณิตกุล . การศึกษาความแตกต่างในความหนาของอินทิมามีเดียของหลอดเลือดแดงคาโรติดในผู้ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.