ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของแบบทดสอบอัตโนมัติที่สร้าง โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของแบบทดสอบอัตโนมัติที่สร้าง โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming
นักวิจัย : สมหวัง บุญสิทธิ์
คำค้น : -
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=52193
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบจำนวนข้อคำถามและความแม่นยำ ในการประมาณค่าความสามารถผู้สอบ ((+,q)) ของแบบทดสอบอัตโนมัติ ที่สร้างโดยคัดเลือก ข้อคำถามวิธี Binary Programming เมื่อโมเดลที่ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ข้อคำถาม ลักษณะการแจกแจงของฟังก์ชั่นสารสนเทศแบบทดสอบเป้าหมาย พิสัยของตำแหน่งความสามารถ สำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศแบบทดสอบ และขนาดคลังข้อสอบต่างกัน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2540 ของโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้จากการสุ่มแบบหลาย ขั้นตอน จำนวน 274 โรงเรียน นักเรียน 7,434 คน เครื่องมือวิจัยคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัดสมรรถภาพด้านความรู้ ความเข้าใจ ครอบคลุมเนื้อหา หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ลักษณะข้อคำถาม เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 397 ข้อ วิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ประจำข้อ ด้วยทฤษฎีการตอบข้อคำถามโมเดลโลจีสติก ชนิด 1,2 และ 3 พารามิเตอร์ และปรับค่า พารามิเตอร์ข้อคำถามให้อยู่บนสเกลเดียวกัน ด้วยวิธีใช้แบบทดสอบร่วม จากนั้นจัดชุด แบบทดสอบ โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming รวม 54 เงื่อนไข แต่ละ เงื่อนไขกำหนดระดับความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการวัดเฉลี่ย 0.50 พิจารณาชุดข้อคำถาม ที่ซ้ำซ้อนมารวมกัน ได้แบบทดสอบจำนวน 8 ฉบับ แล้วนำไปทดสอบนักเรียนฉบับละ 300 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ย ด้วย Friedman Two Way Anova, Wilcoxon Matched - Pairs Signed - Randk Test, F-test เปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ Dunn แลเ Newman Keuls ตามลำดับ ผลการศึกษา พบว่า 1. โมเดลที่ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ข้อคำถาม ลักษณะการแจกแจงของฟังก์ชั่น สารสนเทศแบบทดสอบเป้าหมาย พิสัยของตำแหน่งความสามารถสำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่น สารสนเทศแบบทดสอบ และขนาดคลังข้อสอบ ส่งผลให้แบบทดสอบอัตโนมัติมีจำนวนข้อคำถาม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบพิสัยเชิงพหุคูณ ด้วยวิธีของ Dunn ปรากฎว่าแบบทดสอบที่สร้างจากข้อคำถามที่วิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ด้วย โมเดล 1 พารามิเตอร์ กับ 2 พารามิเตอร์, โมเดล 2 พารามิเตอร์ กับ 3 พารามิเตอร์, พิสัยของตำแหน่งความสามารถสำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศแบบทดสอบ -2.2(+,.)(+,q)(+,.)2.2 กับ -1.8(+,.)(+,q)(+,.)1.8, คลังข้อสอบขนาด 100 ข้อ กับ 200 ข้อ และคลังข้อสอบขนาด 100 ข้อ กับ 300 ข้อ มีจำนวนข้อคำถามแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนแบบทดสอบที่สร้างจากข้อคำถามที่วิเคราะห์ค่า พารามิเตอร์ด้วยโมเดล 1 พารามิเตอร์กับ 3 พารามิเตอร์, พิสัยของตำแหน่งความสามารถ สำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศแบบทดสอบ -2.2(+,.)(+,q)(+,.)2.2 กับ -2.0(+,.)(+,q)(+,.)2.0, -2.0(+,.)(+,q)(+,.)2.0 กับ 1.8(+,.)(+,q)(+,.)1.8 และคลังข้อสอบขนาด 200 กับ 300 ข้อ มีจำนวนข้อคำถามแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2. โมเดลที่ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ข้อคำถาม ลักษณะการแจกแจงของฟังก์ชั่น สารสนเทศแบบทดสอบเป้าหมาย พิสัยของตำแหน่งความสามารถสำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศ แบบทดสอบ และขนาดคลังข้อสอบ ส่งผลให้แบบทดสอบอัตโนมัติมีความแม่นยำในการวัดแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบพิสัยเชิงพหุคูณด้วยวิธีของ Newman Keuls ปรากฏว่า แบบทดสอบที่สร้างจากข้อคำถามที่วิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ด้วยโมเดล 1 พารามิเตอร์ กับ 2 พารามิเตอร์, 1 พารามิเตอร์ กับ 3 พารามิเตอร์, 2 พารามิเตอร์ กับ 3 พารามิเตอร์, พิสัยของตำแหน่งความสามารถสำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศแบบ -2.2(+,.)(+,q)2.2 กับ -1.8(+,.)(+,q)(+,.)1.8, -2.0(+,.)(+,q)(+,.)2.0 กับ -1.8(+,.)(+,q)(+,.)1.8, คลังข้อสอบขนาด 100 ข้อ กับ 200 ข้อ, 100 ข้อกับ 300 ข้อ และ 200 ข้อกับ 300 ข้อ มีความแม่นยำในการประมาณค่าความสามารถผู้สอบแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนแบบทดสอบที่สร้างโดยกำหนดพิสัยของตำแหน่ง ความสามารถสำหรับประมาณค่าฟังก์ชั่นสารสนเทศแบบทดสอบ -2.2(+,.)(+,q)(+,.)2.2 กับ -2.0(+,.)(+,q)(+,.)2.0 ข้อ มีความแม่นยำในการประมาณค่าความสามารถผู้สอบแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าแบบทดสอบส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน สูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ ยกเว้น 3 ฉบับที่มีค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐลานในการ วัดต่ำกว่า 0.50 คือเท่ากับ 0.44 ได้แก่แบบทดสอบที่สร้างจากคลังข้อสอบขนาด 200 ข้อ ที่วิเคราะห์ข้อคำถามด้วย โมเดลโลจิสติก 2 พารามิเตอร์ การแจกแจงสารสนเทศแบบทดสอบ เป้าหมายแบบ Peak และกำหนดพิสัยการวัดตำแหน่งความสามารถ -2.2(+,.)(+,q)(+,.)2.2, -2.0(+,.)(+,q)(+,.)2.0, -1.8(+,.)(+,q)(+,.)1.8

บรรณานุกรม :
สมหวัง บุญสิทธิ์ . (2541). ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของแบบทดสอบอัตโนมัติที่สร้าง โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมหวัง บุญสิทธิ์ . 2541. "ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของแบบทดสอบอัตโนมัติที่สร้าง โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมหวัง บุญสิทธิ์ . "ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของแบบทดสอบอัตโนมัติที่สร้าง โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print.
สมหวัง บุญสิทธิ์ . ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของแบบทดสอบอัตโนมัติที่สร้าง โดยการคัดเลือกข้อคำถามวิธี Binary Programming. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.