ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

รูปแบบการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินแนวทางใหม่ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : รูปแบบการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินแนวทางใหม่ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี
นักวิจัย : รัชนี โหตระวารีกาญจน
คำค้น : WARFARIN , MECHANICAL PROSTHETIC HEART VALVE , SLIGHTLYLOADINGDOSE
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082540000371
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจรายใหม่ ที่ได้รับยาวาร์ฟารินเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดจำนวน 100 ราย การจัดทำรูปแบบใหม่ของการเริ่มยาวาร์ฟารินใช้แนวทางของ Slightly loading dose regimenผู้ป่วยในกลุ่มทดลองจำนวน 50 ราย และผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมจำนวน50 ราย ได้รับการประเมินผลของการเริ่มยาวาร์ฟารินในแนวทางของ Slightly loading dose regimen ซึ่งเริ่มยาในขนาด5 มก/วัน เปรียบเทียบกับการเริ่มยาในรูปแบบเดิมซึ่งใช้แนวทางของ Estimate maintenance dose คือเริ่มยาในขนาด 2.5มก./วัน ผลของการต้านการแข็งตัวของเลือดติดตามจากค่าProthombin time ซึ่งรายงานอยู่ในรูปของค่า INR ในวันที่3,4 และ 5 นับจากวันแรกที่ผู้ป่วยได้รับยา ช่วง INR ที่เหมาะสมต่อการรักษาสำหรับงานวิจัยนี้คือ 2.0-3.0 ผู้ป่วยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย INR อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการรักษาได้ในวันที่ 3 นับจากวันแรกที่รับยา ก่อนผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ย INR อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการรักษาได้ในวันที่ 5 นับจากวันแรกที่รับยา เป็นเวลา 2 วัน วันที่ 3นับจากวันแรกที่รับยา ผู้ป่วยที่มีค่า INR < 2.0 ในกลุ่มทดลองมีจำนวนน้อยกว่าในกลุ่มควบคุมคือจำนวน 21 ราย(42%) และ 39 ราย (78%) ตามลำดับ (P=0.0201) และผู้ป่วยที่มีค่า INR>3.0 ในกลุ่มทดลองมีจำนวนมากกว่าในกลุ่มควบคุมคือจำนวน 15 ราย (30%) และ 3 ราย (6%) ตามลำดับ(p=0.0047) วันที่ 4 นับจากวันแรกที่รับยา ผู้ป่วยกลุ่มทดลองจำนวน 14 ราย (28%) มีค่า INR<2.0 ซึ่งน้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มควบคุมที่มีจำนวน 31 ราย (62%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.0113) จำนวนผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0-3.0ในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุม คือมีผู้ป่วย 14 ราย (28%)ในวันที่ 3, 23 ราย (46%) ในวันที่ 4, 28 ราย (56%)ในวันที่ 5 นับจากวันแรกที่รับยา ในผู้ป่วยกลุ่มทดลอง และมีผู้ป่วย 8 ราย (16%) ในวันที่ 3, 14 ราย (28%) ในวันที่4, 18 ราย (36%) ในวันที่ 5 นับจากวันแรกที่รับยา ในผู้ป่วยกลุ่มควบคุม ความแตกต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามการเริ่มยาวาร์ฟารินในรูปแบบใหม่สามารถทำให้ค่าเฉลี่ย INRเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ช่วงที่ความเหมาะสมต่อการรักษาได้รวดเร็วขึ้นแต่ผู้ป่วยบางรายอาจอยู่ในภาวะที่มีค่า INR สูงกว่า 3.0 ได้ในบางครั้ง จากการวิจัยนี้พบว่าในกลุ่มทดลองมีผู้ป่วย 1 รายเกิดภาวะเลือดออกที่แผลผ่าตัด ส่วนในกลุ่มควบคุมมีผู้ป่วย2 ราย ที่มีภาวะการเกิดลิ่มเลือด จากผลการวิจัยในครั้งนี้ รูปแบบใหม่ของการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินควรได้รับการปรับปรุงให้มีขนาด เริ่มต้นของยาวาร์ฟารินที่ลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะที่ผู้ป่วยมีค่า INR > 3.0 ซึ่งสามารถก่อให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกเพิ่มขึ้นได้

บรรณานุกรม :
รัชนี โหตระวารีกาญจน . (2540). รูปแบบการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินแนวทางใหม่ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รัชนี โหตระวารีกาญจน . 2540. "รูปแบบการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินแนวทางใหม่ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รัชนี โหตระวารีกาญจน . "รูปแบบการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินแนวทางใหม่ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2540. Print.
รัชนี โหตระวารีกาญจน . รูปแบบการเริ่มให้ยาวาร์ฟารินแนวทางใหม่ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2540.