| ชื่อเรื่อง | : | การประเมินระบบสวัสดิการสังคมสำหรับเด็กที่ได้รับความรุนแรง , An evaluation of social welfare shceme for abused children |
| นักวิจัย | : | อภิญญา เวชยชัย , Apinya Wechayachai |
| คำค้น | : | Violence -- Children , ความรุนแรง -- เด็ก , ระบบสุขภาพของประชาชนกลุ่มต่างๆ , Abused Children |
| หน่วยงาน | : | สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2546 |
| อ้างอิง | : | http://hdl.handle.net/11228/1910 , HV1100 อ253ก 2546 , 45ค003 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | th |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การประเมินระบบสวัสดิการสังคมสำหรับเด็กที่ได้รับความรุนแรง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาแนวคิด ภาพรวมของรูปแบบ และระบบการจัดการ สวัสดิการสังคมด้านความรุนแรงต่อเด็ก ทั้งเด็กที่ถูกกระทำและเด็กที่เป็นผู้กระทำ ทั้งในด้านการป้องกัน การพิทักษ์สิทธิ การสร้างและพัฒนาภูมิคุ้มกันทางสังคม การฟื้นฟูสภาพการให้ความช่วยเหลือ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อค้นหาศักยภาพและข้อจำกัดของระบบ กลไกและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสำหรับเด็กที่ได้รับความรุนแรง การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เจาะลึก การสังเกตกระบวนการให้บริการแบบมีส่วนร่วม การประชุมกลุ่มสนทนา การศึกษาจากกรณีศึกษาในหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนหลายหน่วยงาน ได้แก่ กองคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ศูนย์อำนวยการด้านเด็ก สตรี ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสของกรุงเทพมหานคร มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กลุ่มครูกัลยาณมิตร จ.บุรีรัมย์ร่วมกับการทำงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ผลการศึกษาที่สำคัญ พบว่า การดำเนินงานด้านสวัสดิการเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้รับความรุนแรง เป็นการดำเนินงานในลักษณะการมุ่งแก้ไขปัญหาที่ตัวเด็กในลักษณะปัจเจก มากกว่าการแก้ไขที่ระบบและกลไกการให้บริการ การดำเนินงานส่วนใหญ่จะเน้นหนักที่งานบำบัดฟื้นฟู ในบ้านพักพิง(Shelter Home) รูปแบบหรือกระบวนการการให้การศึกษา ยังไม่สามารถฟื้นฟูสภาพจิตใจ ภาวะทางอารมณ์ของตัวเด็กได้ลึกซึ้งนัก นักวิชาชีพที่พยายามทำงานในส่วนนี้ยังขาดองค์ความรู้ใหม่ๆ ทักษะเชิงลึกในการจัดการ ขาดกระบวนการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ และสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ แนวทางปฏิบัติงาน เทคนิค ทักษะ ให้เท่าทันกับพลวัตแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก (2)การทำงานในเชิงป้องกัน มีการนำความรู้ แนวคิดและทักษะใหม่ ๆ เข้ามาเสริมการทำงานกับเด็กมากขึ้น ทั้งในงานบำบัดฟื้นฟู เช่น ดนตรี ละคร การเล่น ฯลฯ มีการขยายงานเชิงป้องกันโดยทำงานกับครอบครัวและชุมชนเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมความตื่นรู้ต่อปัญหาของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง แกนนำชุมชน ทั้งในชุมชนเมืองและในส่วนภูมิภาค แต่ความตระหนักรู้ของชุมชนต่อปัญหาความรุนแรงที่เกิดกับเด็กยังอยู่ในระดับที่น้อยและมีลักษณะ “ตื่นตูม” เป็นพัก ๆ มากกว่า “ความตื่นตัว” ต่อการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาในระยะยาว(3)กรณีเด็กที่กระทำความผิด ควรได้รับสิทธิในการบำบัดฟื้นฟูในสภาพที่เหมาะสมตามฐานความผิด วัย และโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตนเอง แต่ระบบสวัสดิการที่ช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ กลับมีลักษณะเป็นระบบบำบัดฟื้นฟูภายใต้โครงสร้างอำนาจ ที่ยิ่งเพิ่มความกดดันและทำร้ายเด็กซ้ำซ้อนมากขึ้น อันเนื่องมาจากการจัดการภายในที่ขาดการดูแลและพัฒนาระบบอย่างจริงจัง ระบบอำนาจภายในสถานพินิจฯที่ผลิตซ้ำและถ่ายทอดจากผู้ดูแลบางคน สู่เด็กเยาวชนที่เป็น “ขาใหญ่” และกระทบกลุ่มเด็กที่อ่อนแอเป็นลำดับสุดท้าย จะเป็นการผลิตซ้ำวัฏจักรความรุนแรงในเด็กกลุ่มนี้ต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก (4)หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีความร่วมมือกันมากขึ้นในการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กในจังหวัดต่าง ๆ การสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค ระดับท้องถิ่น มีรูปแบบการทำงานร่วมกันในการพัฒนาทีมงาน เริ่มจาก 9 จังหวัดนำร่อง การสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็กสำหรับช่วยเหลือเด็กต่างชาติมีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น (5)ระบบสวัสดิการสังคมสำหรับเด็กที่ได้รับความรุนแรง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบดำเนินงาน คือ (5.1) การพัฒนากลไกด้านกฎหมาย เช่น การประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการคุ้มครองเด็กโดยนักวิชาชีพทางสังคมในกระบวนการยุติธรรม และการผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ…… ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างและยกระดับมาตรฐานการให้ความคุ้มครองเด็กในขอบเขตระดับประเทศ (5.2) การพัฒนาระบบและโครงสร้างการทำงาน ที่รองรับปัญหาความรุนแรงได้ทันการ เช่น การผลักดันศูนย์บริการทางการแพทย์แบบ one stop crisis service ในเมืองและขอบเขตชานเมือง ในโรงพยาบาลต่าง ๆ สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีกระบวนการติดตามและพัฒนาการทำงานในลักษณะนำร่องอย่างจริงจังมากขึ้น (5.3) การพัฒนาทีมงานสหวิชาชีพในการทำงานสร้างเครื่องมือในการคิดค้นหาปัจจัยเสี่ยงและการสร้างตัวชี้วัดที่สามารถใช้ในการคัดกรองและให้ความคุ้มครองเด็กปกติ เด็กกลุ่มเสี่ยงและผู้ประสบปัญหาต่าง ๆ อย่างมีมาตรฐาน(5.4) การทำงานเชิงบำบัดฟื้นฟูที่มุ่งสร้างเสริมพลังอำนาจในตัวเด็กเพื่อให้เด็กเกิดความตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งตน (Build up Self-Esteem)อันจะเป็นการเปลี่ยนตนเองจากภายใน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ลึกซึ้ง ยากและต้องใช้เวลายาวนาน (5.5)ทิศทางการทำงานในปัจจุบันมีแนวโน้มมุ่งพัฒนาระบบ กลไก และเสริมศักยภาพองค์กร (Capacity Building) และมุ่งการมีส่วนร่วมของภาคีต่าง ๆ มากขึ้น แต่การจัดระบบการบริหารจัดการโดยส่วนรวมยังอ่อนแรง ขาดความเชื่อมโยงและขาดการทำงานเสริมพลังกันอย่างเป็นกระบวน แม้จะมีความพยายามสร้างนวัตกรรมในงานใหม่ ๆ ในด้านบำบัดฟื้นฟู ก็ยังคงไม่สามารถขยายบริการออกไปอย่างทั่วถึง การให้บริการแบบครบวงจรยังมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางค่อนข้างมาก แต่ผลจากกฎหมายและผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อสังคมเป็นระยะ น่าจะเป็นทิศทางนำไปสู่ของการผลักดันให้เกิดนโยบายและสวัสดิการให้กับเด็กที่ได้รับความรุนแรงที่ครบวงจรและจริงจังมากกว่านี้ (6) การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ได้รับความสำคัญและเป็นที่สนใจจากสาธารณะมากขึ้น แต่การนำเสนอในหลาย ๆ กรณี ที่มุ่งการเสนอข่าวสารเพื่อสร้างความตื่นเต้น มุ่งการขายสีสันของข่าว กระบวนการ “ทำเด็กให้เป็นข่าว” ของบางหน่วยงาน อาจมีผลทำร้ายเด็กในทางอ้อมจนส่งผลให้กลายเป็นกระบวนการ “ตัดวงจรความสัมพันธ์” ของตัวเด็ก ครอบครัวและชุมชนออกจากกันโดยสิ้นเชิง (7) ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่ได้รับความรุนแรง(7.1) เร่งการพัฒนาองค์ความรู้และเสริมเทคนิคเชิงลึกในกระบวนการบำบัดฟื้นฟู การสร้างและพัฒนาความเชื่อมั่นและการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของเด็ก (Build up Self-esteem) กระบวนการสร้างพลังอำนาจ (Empowerment) ให้แก่เด็กและผู้หญิง การส่งเสริมแนวคิดและวิธีการในการบริหารจัดการเด็กรายบุคคล (Case Management) อย่างเหมาะสม สอดคล้อง ฯลฯ โดยทีมฝึกอบรมที่เป็นสหวิชาชีพ (Multidisciplinary) (7.2) การสร้างและพัฒนาระบบการประสานงาน และการสร้างเครือข่ายของระบบส่งต่อ (referral system) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม การทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ ควรเน้นความเป็น “สหวิชาชีพในเชิงเนื้อหา” องค์ความรู้ที่ยึดเด็กเป็นฐาน มากกว่าการทำงานเป็น “ทีมสหวิชาชีพในเชิงรูปแบบ” (7.3) เร่งสร้างกลไกและพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ และการดำเนินการทางคดีในแบบ One Stop Service ให้กระจายออกไปอย่างทั่วถึงในสถานพยาบาลต่าง ๆ และควรมีการทำงานกับครอบครัวแบบใกล้ชิดและคู่ขนานไปพร้อม ๆ กับเด็ก(7.4)บ้านพักพิงทั้งของรัฐและเอกชน ควรคำนึงถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เปิดและให้อิสระแก่เด็ก การจัดการเรียนรู้ในบรรยากาศที่ให้ผู้เรียนมีอิสระ เป็นการพัฒนามิติด้านในของชีวิตเด็ก พัฒนาฉันทะในการเรียนรู้ของเด็ก เกิดการเรียนรู้จากความสมัครใจของตนเอง มากกว่าการถูกบังคับ(7.5) การฝึกอบรมควรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในเชิงลึกให้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับเด็ก(7.6) การสร้างเวทีความคิดของบ้านพักพิงทั้งรัฐ เอกชน ส่วนท้องถิ่น ให้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนและต่อยอดประสบการณ์ หรือร่วมกันหาแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาเด็กสำหรับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ (7.7) ควรมีการจัดทีมประเมินผลการดำเนินงานของบ้านพักพิงต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการผลักดันรูปแบบ การประเมินหลักสูตรที่จัดฝึกอบรม ตลอดจนกระบวนการ/กิจกรรมในบ้าน ควรมีการประเมินทุกปีเป็นประจำ (7.8)ระบบยุติธรรมที่ดำเนินการสำหรับเด็กควรเป็นระบบยุติธรรมที่ทำงานกับครอบครัว ชุมชน และเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีฐานความผิดระดับเบา หรือผิดโดยไม่เจตนา มีทางเลือกในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น (7.9)ควรให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่สื่อมวลชนทุกประเภท และช่วยยกระดับบทบาทการนำเสนอข่าวเป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจในมิติเชิงคุ้มครองป้องกันแก่สังคมด้วย (7.10)ควรปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรมต่อเด็ก เยาวชน ทั้งที่เป็นเหยื่อ เป็นผู้กระทำความรุนแรง เป็นกลุ่มเสี่ยง ให้มีสาระที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน (7.11)ควรเพิ่มความสนใจและจับตามองความรุนแรงรูปแบบใหม่ ๆ ที่มากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ และควรเร่งสำรวจ ทบทวนกฎหมายที่จะเอาผิดกับผู้กระทำนี้ โดยเร่งพิจารณาเนื้อหา บทลงโทษที่เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ที่เป็นพลวัต (7.12)เร่งส่งเสริมให้มีกลุ่มนักวิชาชีพอาสาสมัครที่ทำงานกับเด็กให้มากขึ้น เช่น กลุ่มครูกัลยาณมิตร กลุ่มนักสังคมสงเคราะห์อิสระ กลุ่มสื่อมวลชนอิสระ เป็นต้น (7.13)ควรส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับแนวทางที่ต้องการคำตอบชัดเจนขึ้น เช่น กระบวนการคืนเด็กกลับสู่สังคม กระบวนการคุ้มครองเด็กรูปแบบต่าง ๆ จากครอบครัว โรงเรียน สถาบันศาสนา ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ เป็นต้น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข |
| บรรณานุกรม | : |
อภิญญา เวชยชัย , Apinya Wechayachai . . : ; .
|
