ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะและเหตุผลของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร: การวิจัยผสมวิธี

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะและเหตุผลของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร: การวิจัยผสมวิธี
นักวิจัย : ณัฐธิดา ดำริห์
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/46483
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาเหตุผลในการเรียนเสริม และไม่เรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัย 3) เปรียบเทียบลักษณะของการเรียนเสริม และเหตุผลของการเรียนเสริมและไม่เรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยที่มีภูมิหลังต่างกัน 4) ศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ ของการเรียนเสริม ดำเนินการวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะแรก ศึกษาเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ปกครองที่นักเรียนเรียนเสริม 15 คน และไม่เรียนเสริม 10 คน ระยะที่ 2 ศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 594 ฉบับจากตัวอย่างผู้ปกครองนักเรียน 14 โรงเรียน ทั้งโรงเรียนปกติและโรงเรียนที่มีชื่อเสียง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ค่าไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ระยะที่ 3 นำผลการศึกษาเชิงปริมาณระยะที่ 2 มาพิจารณาคัดเลือกตัวอย่างผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนเสริมจำนวน 20 คน และไม่เรียนเสริม 20 คน และตัวอย่างครูผู้สอน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 10 คน มาทำการสัมภาษณ์ และสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัย ส่วนใหญ่เรียนทั้งด้านวิชาการและสันทนาการควบคู่กัน จำนวนชั่วโมงที่เรียนเสริมเฉลี่ยต่อคนต่อสัปดาห์ 6.57 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริมเดือนละ 4117.56 บาท ส่วนมากเรียนเป็นกลุ่มใหญ่มากกว่า 5 คน และเรียนที่สถาบันสอนเสริม 2. เหตุผลที่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนเสริม คือ เพื่อเป็นการสันทนาการและการเสริมทักษะอื่นๆ ส่วนเหตุผลที่ผู้ปกครองไม่ส่งบุตรหลานเรียนเสริมเพราะผู้ปกครองมีความพร้อมในการสอนบุตรหลานด้วยตัวเอง 3. การเปรียบเทียบลักษณะของการเรียนเสริม และเหตุผลของการเรียนเสริมและไม่เรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัย ได้ดังนี้ 3.1 การเปรียบเทียบลักษณะการเรียนเสริมกับภูมิหลัง 13 ตัว พบว่า 1) มีเพียง 8 ภูมิหลัง ที่มีความสัมพันธ์กับวิชาที่เรียน ได้แก่ ประเภทโรงเรียน อายุพ่อและแม่ ระดับการศึกษาพ่อและแม่ อาชีพพ่อและแม่ และรายได้รวมต่อเดือนของครอบครัว 2) นักเรียนที่มีประเภทโรงเรียน อายุพ่อและแม่ ระดับการศึกษาพ่อและแม่ และรายได้รวมต่อเดือนของผู้ปกครอง มีจำนวนชั่วโมงที่เรียนเสริมต่อสัปดาห์และค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริมต่อเดือนต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย (1) นักเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมีจำนวนชั่วโมงและค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริมมากกว่าโรงเรียนปกติ (2) นักเรียนที่มีผู้ปกครองอายุมากมีจำนวนชั่วโมงและค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริมมากกว่าผู้ปกครองอายุน้อย (3) นักเรียนที่มีผู้ปกครองที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีจำนวนชั่วโมงและค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริมมากกว่าผู้ปกครองจบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี (4) นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้สูงมีจำนวนชั่วโมงและค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริมสูงกว่านักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย 3.2 การเปรียบเทียบเหตุผลของการเรียนเสริมและไม่เรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัย กับภูมิหลัง ได้แก่ ประเภทโรงเรียน ระดับการศึกษาของมารดา และ ระดับรายได้รวมต่อเดือนของครอบครัว พบว่า 1) เหตุผลการเรียนเสริม: เหตุผลที่ผู้ปกครองต้องการส่งเสริมด้านสันทนาการ และการเสริมทักษะอื่นๆ ไม่แตกต่างกันตามภูมิหลัง ส่วนเหตุผลการเรียนเสริมด้านการเตรียมความพร้อมก่อนเรียน ด้านการพัฒนาการเรียนในห้องเรียน ด้านปัญหาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านการเตรียมตัวสอบเข้าศึกษาต่อ ด้านความไม่พร้อมของผู้ปกครอง และด้านความเชื่อและค่านิยมของผู้ปกครอง ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย (1) มารดาที่มีระดับการศึกษาน้อยมีเหตุผลของการส่งบุตรหลานเรียนเสริมมากกว่ามารดาที่มีระดับการศึกษาสูง (2) ครอบครัวที่มีรายได้น้อยมีเหตุผลการส่งบุตรหลานเรียนเสริมมากกว่าครอบครัวที่มีรายได้สูง (3) ผู้ปกครองโรงเรียนปกติมีเหตุผลในการส่งบุตรหลานเรียนเสริมมากกว่าผู้ปกครองโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 2) เหตุผลการไม่เรียนเสริม: พบว่า เหตุผลการไม่เรียนเสริมด้านความพร้อมของนักเรียนและผู้ปกครอง ด้านความเหมาะสมตามพัฒนาการของนักเรียน และด้านความเชื่อและค่านิยม ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย (1) มารดาที่มีระดับการศึกษาสูง มีเหตุผลในการไม่ส่งบุตรหลานเรียนเสริม มากกว่า มารดามีระดับการศึกษาน้อย และ(2) ครอบครัวที่มีรายได้มาก มีเหตุผลในการไม่ส่งบุตรหลานเรียนเสริม มากกว่า ครอบครัวที่มีรายได้น้อย ส่วนเหตุผลการไม่เรียนเสริมด้านความไม่พร้อมของผู้ปกครอง พบว่า (1) มารดาที่มีระดับการศึกษาน้อย มีเหตุผลในการไม่ส่งบุตรหลานเรียนเสริม มากกว่า มารดาที่มีระดับการศึกษาสูง (2) ครอบครัวที่มีรายได้น้อย มีเหตุผลในการไม่ส่งบุตรหลานเรียนเสริมมากกว่าครอบครัวที่มีรายได้มาก และ (3) ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนปกติ มีเหตุผลในการไม่ส่งบุตรหลานเรียนเสริมมากกว่า ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 4. ผลกระทบจากการเรียนเสริมพบว่ามีผลกระทบเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ โดยการเรียนเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในการเรียนมากขึ้น แนวทางการเรียนเสริมที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนปฐมวัย คือการเรียนเสริมที่เน้นให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ หรือการเรียนเสริมด้านวิชาการควบคู่กับด้านสันทนาการ ทั้งนี้การเรียนเสริมจะส่งผลดีต่อเมื่อส่งเสริมตามความถนัด ความชอบและพัฒนาการของนักเรียนเป็นสำคัญ

บรรณานุกรม :
ณัฐธิดา ดำริห์ . (2557). การวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะและเหตุผลของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร: การวิจัยผสมวิธี.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฐธิดา ดำริห์ . 2557. "การวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะและเหตุผลของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร: การวิจัยผสมวิธี".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฐธิดา ดำริห์ . "การวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะและเหตุผลของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร: การวิจัยผสมวิธี."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. Print.
ณัฐธิดา ดำริห์ . การวิเคราะห์และเปรียบเทียบลักษณะและเหตุผลของการเรียนเสริมของนักเรียนปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร: การวิจัยผสมวิธี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.