| ชื่อเรื่อง | : | ประเภทของความเงียบและตัวแปรอธิบายความเงียบของนักศึกษามหาวิทยาลัยในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ : การพัฒนาทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยแบบผสมวิธี |
| นักวิจัย | : | อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว |
| คำค้น | : | English language -- Study and teaching -- Foreign speakers , English language -- Study and teaching (Higher) -- Foreign speakers , ภาษาอังกฤษ -- การศึกษาและการสอน (อุดมศึกษา) -- ผู้พูดภาษาต่างประเทศ , ภาษาอังกฤษ -- การศึกษาและการสอน -- ผู้พูดภาษาต่างประเทศ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44797 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเภทและระดับความเงียบของนักศึกษาในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 2) ศึกษาตัวแปรอธิบายความเงียบของนักศึกษาในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ และ 3) พัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของทฤษฎีฐานรากของความเงียบในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ สามารถแบ่งขั้นตอนการวิจัยออกเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาที่มีลักษณะพฤติกรรมค่อนข้างเงียบและไม่เงียบในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษจำนวน 21 คน และกลุ่มอาจารย์ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจำนวน 6 คน ใช้วิธีการสนทนากลุ่มนักศึกษา การสัมภาษณ์นักศึกษารายกรณี การสัมภาษณ์ผู้สอนและการสังเกตในชั้นเรียน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์นักศึกษาและผู้สอน และแบบสังเกตชั้นเรียน ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 3 สังกัด จำนวน 544 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการพูดและแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุแบบกำหนดลำดับขั้น (hierarchical regression analysis) และระยะที่ 3 การวิจัยแบบผสมวิธี เป็นขั้นตอนการพัฒนาทฤษฎีฐานรากโดยนำผลการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมาสนับสนุนร่วมกัน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของทฤษฎีฐานราก สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1) ประเภทของความเงียบในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ ความเงียบประเภทไม่รู้ ความเงียบประเภทที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกและความเงียบประเภทเป็นกลาง นักศึกษามหาวิทยาลัยมีระดับความเงียบในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบระดับความเงียบแยกตามสังกัดของมหาวิทยาลัย เพศของนักศึกษา จำนวนปีที่เรียนภาษาอังกฤษมาแล้วจนถึงปัจจุบัน และประสบการณ์การเรียนต่างประเทศหรือทำงานที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษ พบว่านักศึกษาต่างมีระดับความเงียบไม่ต่างกัน และเมื่อเปรียบเทียบแยกตามชั้นปี กลุ่มสาขาวิชาที่เรียน ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม และผลการเรียนภาษาอังกฤษโดยรวม พบว่านักศึกษามีระดับความเงียบในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษแตกต่างกัน 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเงียบของนักศึกษาในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษประกอบด้วย 4 ปัจจัยได้แก่ ปัจจัยด้านผู้สอน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพในชั้นเรียน ปัจจัยด้านเพื่อนในชั้นเรียน และ ปัจจัยด้านผู้เรียน โดยทั้ง 4 ปัจจัยร่วมกันอธิบายความเงียบของนักศึกษาในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษได้ร้อยละ 33.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) การพัฒนาทฤษฎีฐานรากใช้ผลการวิจัยเชิงคุณภาพผสมกับผลการวิจัยเชิงปริมาณ และตรวจสอบความเหมาะสมของทฤษฎีโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยทฤษฎีที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความเงียบของนักศึกษาไทยในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษ |
| บรรณานุกรม | : |
อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว . (2555). ประเภทของความเงียบและตัวแปรอธิบายความเงียบของนักศึกษามหาวิทยาลัยในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ : การพัฒนาทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยแบบผสมวิธี.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว . 2555. "ประเภทของความเงียบและตัวแปรอธิบายความเงียบของนักศึกษามหาวิทยาลัยในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ : การพัฒนาทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยแบบผสมวิธี".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว . "ประเภทของความเงียบและตัวแปรอธิบายความเงียบของนักศึกษามหาวิทยาลัยในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ : การพัฒนาทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยแบบผสมวิธี."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print. อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว . ประเภทของความเงียบและตัวแปรอธิบายความเงียบของนักศึกษามหาวิทยาลัยในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ : การพัฒนาทฤษฎีฐานรากจากการวิจัยแบบผสมวิธี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
|
