| ชื่อเรื่อง | : | รูปแบบสถาบันเพื่อการจัดการน้ำชุมชนกรณีศึกษาลุ่มน้ำขาน จังหวัดเชียงใหม่ |
| นักวิจัย | : | เชาวลิต สิมสวย |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | อภิวัฒน์ รัตนวราหะ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2556 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/43958 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ผ.ด.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556 การวางแผนเพื่อการจัดการน้ำในปัจจุบันเป็นการวางแผนในเชิงกายภาพที่เชื่อมโยงกับเขตการปกครองเป็นหลักโดยมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ จนถึงระดับชุมชน ทำให้การจัดการน้ำขัดแย้งกับระบบสังคมนิเวศและสภาพภูมิประเทศที่ไม่มีเขตการปกครอง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการจัดการน้ำรูปแบบสถาบันในลักษณะร่วมกันเป็นกลุ่มแล้วผลิตเครื่องมือกำกับดูแลสมาชิกให้ใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ได้แก่ ข้อตกลง กฎกติกา บรรทัดฐาน แบบแผนประเพณี ระเบียบ ข้อบัญญัติ กฎหมาย ขึ้นอยู่กับลักษณะสังคมนิเวศของผู้ใช้น้ำและเป็นไปตามสภาพธรรมชาติโดยไม่มีขอบเขตการปกครอง จึงเกิดคำถามว่าการจัดการน้ำเชิงสถาบันจะสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างไร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษารูปแบบและกลไกในการขับเคลื่อนของสถาบันจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่สร้างความเป็นธรรมให้กับชุมชน รวมถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการน้ำเชิงสถาบันดังกล่าว วิธีการวิจัยคือการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสำรวจพื้นที่จริง การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้นำและกลุ่มผู้ใช้น้ำ การประชุมกลุ่มย่อยกับผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างแบบสอบถามตามกรอบทฤษฎี ผลการศึกษาพบว่าการจัดการน้ำในรูปแบบสถาบันแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมต่างกันทำให้มีหลักเกณฑ์ความเป็นธรรมที่ต่างกัน ตามความหลากหลายของสังคมนิเวศ ภูมิประเทศ ขนาดพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ความแตกต่างดังกล่าวทำให้การใช้น้ำในแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รูปแบบการจัดการน้ำที่ค้นพบในพื้นที่ศึกษามีอยู่ 6 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ (1) รูปแบบเหมืองฝายครัวเรือน (2) แก่เหมืองแก่ฝาย (3) องค์กรเหมืองฝาย (4) สหกรณ์ผู้ใช้น้ำ (5) สมาคมผู้ใช้น้ำ และ (6) เครือข่ายผู้ใช้น้ำ การศึกษาพบว่ารูปแบบสถาบันมีความเป็นทางการมากขึ้น อันเนื่องมาจาก 2 กลุ่มปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน เช่น การปรับเปลี่ยนผู้นำ การเพิ่มลดพื้นที่เกษตร การเพิ่มลดของสมาชิกผู้ใช้น้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และปัจจัยภายนอก เช่นปัจจัยที่เกิดจากธรรมชาติและปัจจัยที่เกิดจากมนุษย์ ส่วนในการศึกษาพัฒนาการรูปแบบสถาบันจัดการน้ำในพื้นที่ศึกษา พบว่า รูปแบบเริ่มต้นเป็นแบบเหมืองฝายครัวเรือนซึ่งมีลักษณะต่างคนต่างทำ แต่เมื่อมีประชากรมากขึ้นจึงต้องมีกฎกติกาทำให้เกิดรูปแบบแก่เหมืองแก่ฝาย ต่อมามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจึงเกิดองค์กรเหมืองฝาย หลังจากนั้นมีภาวะกดดันให้สถาบันเป็นทางการมากขึ้นผนวกกับต้นทุนในการดูแลรักษาระบบส่งน้ำเพิ่มขึ้นจึงเกิดรูปแบบสมาคมผู้ใช้น้ำและสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำจึงเกิดรูปแบบเครือข่ายผู้ใช้น้ำขึ้น ข้อค้นพบสำคัญในงานนี้คือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้สถาบันจัดการน้ำแต่ละระดับอ่อนแอลงเพราะลดทอนอำนาจผู้นำโดยธรรมชาติลง ทั้งที่บทบาทของสถาบันเป็นเครื่องมือกำกับให้การวางแผนจัดสรรน้ำข้ามเขตการปกครองเกิดความเป็นธรรมได้ ข้อค้นพบนี้มีความหมายในเชิงทฤษฎีการวางแผนในประเด็นที่ว่า การวางแผนเชิงพื้นที่ในด้านการบริหารจัดการน้ำซึ่งมักเกินขอบเขตการปกครองต้องมีการพัฒนากลไกและกระบวนการด้านสถาบันขึ้นในระดับลุ่มน้ำหรือระดับอนุภาคไปพร้อมกัน เพื่อลดปัญหาความไม่เป็นธรรมและความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้น้ำระหว่างชุมชน |
| บรรณานุกรม | : |
เชาวลิต สิมสวย . (2556). รูปแบบสถาบันเพื่อการจัดการน้ำชุมชนกรณีศึกษาลุ่มน้ำขาน จังหวัดเชียงใหม่.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เชาวลิต สิมสวย . 2556. "รูปแบบสถาบันเพื่อการจัดการน้ำชุมชนกรณีศึกษาลุ่มน้ำขาน จังหวัดเชียงใหม่".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เชาวลิต สิมสวย . "รูปแบบสถาบันเพื่อการจัดการน้ำชุมชนกรณีศึกษาลุ่มน้ำขาน จังหวัดเชียงใหม่."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556. Print. เชาวลิต สิมสวย . รูปแบบสถาบันเพื่อการจัดการน้ำชุมชนกรณีศึกษาลุ่มน้ำขาน จังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.
|
