| ชื่อเรื่อง | : | การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในอาสาสมัครที่ได้รับยา สเตียรอยด์ |
| นักวิจัย | : | อรพิน เลิศวรรณวิทย์ |
| คำค้น | : | โรคกลัวน้ำ -- การฉีดวัคซีน , สเตียรอยด์ , การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน , Rabies -- Vaccination , Steroids , Immune response |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ , สุดา สีบุญเรือง |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/42726 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555 ความสำคัญและที่มา : ยากลุ่มสเตียรอยด์มีการใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มากขึ้นในปัจจุบัน มีรายงานก่อนหน้านี้ถึงผลของยา กลุ่มสเตียรอยด์ต่อความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับภูมิคุ้มกันที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้รับวัคซีน แต่ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยได้รับยาสเตียรอยด์นั้นยังมีข้อมูลจำกัด จึงควรมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์ วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสัดส่วนผู้ที่มีระดับของภูมิคุ้มกันขึ้นถึงระดับที่มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ยูนิตต่อมิลลิลิตร ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์ซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบหลังสัมผัสโรค ระเบียบวิธีวิจัย : ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์ในขนาดเทียบเท่าหรือมากกว่าเพรดนิโซโลน 20 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วันหรือได้รับยาสเตียรอยด์ในขนาดสะสมเทียบเท่าหรือมากกว่าเพรดนิโซโลน 700 มิลลิกรัมและกำลังรับประทานอยู่ 10 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 17 คนมาทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยฉีดเข้าในผิวหนัง 2 จุด จุดละ 0.1 มิลลิลิตรในวันแรก วันที่ 3 วันที่ 7 และในวันที่ 28 และทำการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อส่งตรวจวัดระดับของภูมิคุ้มกันในวันแรก, วันที่ 14 และวันที่ 90 ผลการวิจัย : พบว่าผู้ป่วย 1 คนมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว จึงถูกคัดออก เหลือผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษา 16 คน โดยพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 81 ( 13 คน จาก 16 คน ) มีระดับภูมิคุ้มกันถึงระดับที่สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ในวันที่ 14 โดยมีระดับของค่าเฉลี่ยของระดับภูมิคุ้มกัน (GMTs) เท่ากับ 2.63 ยูนิตต่อมิลลิลิตรโดยมีค่าอยู่ในช่วงตั้งแต่ 0.34-21.95 ยูนิตต่อมิลลิลิตร และพบว่าผู้ป่วยร้อยละ86 ( 13 คน จาก 15 คน) มีระดับภูมิคุ้มกันถึงระดับที่สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ในวันที่ 90 โดยมีระดับของค่าเฉลี่ยของระดับภูมิคุ้มกัน (GMTs) เท่ากับ 2.30 ยูนิตต่อมิลลิลิตร โดยมีค่าอยู่ในช่วงตั้งแต่ 0.28-22.63 ยูนิตต่อมิลลิลิตร โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคประจำตัวในกลุ่มโรคผิวหนังและระยะเวลาในการรับประทานยาสเตียรอยด์ที่มากกว่า 1 ปีในกลุ่มที่มีระดับ Neutralizing antibody (Nab.) น้อยกว่า 0.5 IU/ml ในวันที่ 14 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณยาสเตียรอยด์ที่ได้รับสะสมกับปริมาณขณะเข้าร่วมโครงการต่อระดับภูมิคุ้มกันวัคซีนโดยพบว่ามีความสัมพันธ์ผกผันกัน จากการศึกษานี้ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ โรคประจำตัว ยาที่รับประทานร่วมด้วย และไม่พบผลแทรกซ้อนที่รุนแรงของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยที่ได้การรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์ |
| บรรณานุกรม | : |
อรพิน เลิศวรรณวิทย์ . (2555). การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในอาสาสมัครที่ได้รับยา สเตียรอยด์.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อรพิน เลิศวรรณวิทย์ . 2555. "การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในอาสาสมัครที่ได้รับยา สเตียรอยด์".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อรพิน เลิศวรรณวิทย์ . "การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในอาสาสมัครที่ได้รับยา สเตียรอยด์."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print. อรพิน เลิศวรรณวิทย์ . การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในอาสาสมัครที่ได้รับยา สเตียรอยด์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
|
