ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของคลอไรด์ที่มีต่อการกำจัดซีโอดีในน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบยูเอเอสบี

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของคลอไรด์ที่มีต่อการกำจัดซีโอดีในน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบยูเอเอสบี
นักวิจัย : ณัฎฐริกา ตันติวงศ์
คำค้น : คลอไรด์ , น้ำเสีย -- การบำบัด -- วิธีแบบไร้ออกซิเจน , Chlorides , Sewage -- Purification -- Anaerobic treatment
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ชวลิต รัตนธรรมสกุล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2550
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/37639
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของคลอไรด์ต่อการกำจัดซีโอดีของน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบ ยูเอเอสบี โดยศึกษาผลของการเติมโซเดียมคลอไรด์ในปริมาณเพิ่มขึ้นที่มีผลต่อการกำจัด ซีโอดีและกระบวนการสร้างเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ งานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยใช้น้ำเสียจริงจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การทดลองทั้ง 2 ช่วงใช้ถังปฏิกรณ์ยูเอเอสบี เหมือนกันจำนวน 3 ถัง การทดลอง ช่วงที่ 1 มีค่าซีโอดี ที่ความเข้มข้น 1,000, 1,500 และ 2,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ การทดลองช่วงที่ 2 ทำการเติมโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ที่ความเข้มข้น 600, 1,200 และ 2,400 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ เท่ากัน ทุกถังปฏิกรณ์ จากผลการทดลอง พบว่า ช่วงการทดลองที่ 1 ค่าซีโอดี ที่ความเข้มข้น 1,000, 1,500 และ 2,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ระบบมีประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีเฉลี่ยที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ 50 ได้ถึง 88.66, 90.49 และ 89.58 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนช่วงการทดลองที่ 2 พบว่า เมื่อเติมโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ตลอดการทดลองระบบมีประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีเฉลี่ยที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ 50 เท่ากับ 84.00, 89.44 และ 86.54 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และพบว่า ถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีได้ดีที่สุดถึง 89.44 เปอร์เซ็นต์ จากการศึกษาเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Scanning Electron Microscope; SEM) พบว่า เมื่อเดินระบบไปแล้วทั้ง 2 ช่วงการทดลองเม็ดตะกอนจุลินทรีย์มีการรวมตัวกันไม่สมบูรณ์ มีโพรงเกิดขึ้นภายในเซลล์ ส่วนในถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีค่าซีโอดีที่ความเข้มข้น 1,500 มิลลิกรัมต่อลิตร มีขนาดเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ขนาดใหญ่ที่สุดโดยพิจารณาจากค่า D[subscript 50] และ D[subscript 90] เมื่อเทียบกับทั้ง 3 ถังปฏิกรณ์ จากผลการทดลองสรุปได้ว่า คลอไรด์จะมีผลต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีและกระบวนการสร้างเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ในช่วงระยะเวลาแรกของการเดินระบบเท่านั้น ภายหลังจากเดินระบบได้ 30 วัน พบว่า จุลินทรีย์ในระบบสามารถปรับตัวได้ ซึ่งสังเกตได้จาก ประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีของทั้ง 3 ถังปฏิกรณ์ไม่แตกต่างกัน แต่ถังปฏิกรณ์ที่ 2 ที่มีความเข้มข้นของซีโอดี 1,500 มิลลิกรัมต่อลิตร มีขนาดเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ขนาดใหญ่ที่สุดและมีประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีดีที่สุด ดังนั้น ผลของการเติมคลอไรด์จึงไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดี เมื่อเดินระบบในระยะยาว

บรรณานุกรม :
ณัฎฐริกา ตันติวงศ์ . (2550). ผลของคลอไรด์ที่มีต่อการกำจัดซีโอดีในน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบยูเอเอสบี.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฎฐริกา ตันติวงศ์ . 2550. "ผลของคลอไรด์ที่มีต่อการกำจัดซีโอดีในน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบยูเอเอสบี".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฎฐริกา ตันติวงศ์ . "ผลของคลอไรด์ที่มีต่อการกำจัดซีโอดีในน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบยูเอเอสบี."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550. Print.
ณัฎฐริกา ตันติวงศ์ . ผลของคลอไรด์ที่มีต่อการกำจัดซีโอดีในน้ำเสียปิโตรเคมีโดยใช้ระบบยูเอเอสบี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2550.