ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การดูดซับบีเท็กจากนุ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การดูดซับบีเท็กจากนุ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน
นักวิจัย : ดาราธิป เพ็ชรพรหม
คำค้น : ของเสียจากโรงงาน -- การนำกลับมาใช้ใหม่ , อุตสาหกรรมสิ่งทอ -- การกำจัดของเสีย , Factory and trade waste -- Recycling , Textile industry -- Waste disposal
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : สุธา ขาวเธียร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิศวกรรมศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2555
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/35862
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555

สารอินทรีย์ระเหยง่ายกลุ่มบีเท็กประกอบด้วย เบนซีน โทลูอีน เอทธิลเบนซีนและไซลีน ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมตัวทำละลาย ดังนั้นในงานวิจัยชิ้นนี้จึงได้มีการประยุกต์ใช้เส้นใยธรรมชาติจากนุ่นที่มีคุณสมบัติความเป็นไฮโดรโฟบิคมาขึ้นรูปเป็นวัสดุดูดซับสารบีเท็กร่วมกับเส้นใยเรยอน น้ำยาวิสโคส และเกลือโซเดียมซัลเฟตที่เป็นของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยทำการขึ้นรูปวัสดุดูดซับที่มีอัตราส่วนผสมของเส้นใยนุ่นต่อเส้นใยเรยอนและอัตราส่วนผสมของน้ำยาวิสโคสต่อน้ำแตกต่างกัน จากการทดลองพบว่า อัตราส่วนผสมของเส้นใยนุ่นต่อเส้นใยเรยอนที่เหมาะสมสำหรับนำมาขึ้นรูปเป็นวัสดุดูดซับ มี 5 อัตราส่วน ได้แก่ 1:0, 3:1, 1:1, 1:3, 0:1 และอัตราส่วนผสมของน้ำยาวิสโคสต่อน้ำที่เหมาะสมในการขึ้นรูปวัสดุดูดซับมี 3 อัตราส่วน ได้แก่ 1:2, 1:4 และ 1:6 เมื่อนำวัสดุดูดซับที่เตรียมได้มาดูดซับไอระเหยของสารบีเท็กที่มีความเข้มข้นของสารแต่ละชนิดเริ่มต้น 800-1200 ส่วนในล้านส่วน ผ่านคอลัมน์ดูดซับ พบว่า วัสดุดูดซับที่เตรียมจากอัตราส่วนผสมของเส้นใยนุ่นต่อเส้นใยเรยอน 1:0 ผสมกับน้ำยาวิสโคสต่อน้ำ 1:6 (S8) เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุดในการดูดซับ ไอระเหยของบีเท็กแต่ละชนิด โดยมีประสิทธิภาพในการกำจัดไอระเหยของสารเบนซีนโทลูอีน ไซลีนและเอทธิลเบนซีน ร้อยละประมาณ 78.84±10.01, 72.70±16.69, 58.58±2.47 และ 54.45±2.72 ตามลำดับ ซึ่งการกำจัดไอระเหยของสารส่วนใหญ่มีแนวโน้มมากกว่าค่าเฉลี่ยในการกำจัดสารแต่ละชนิด ที่มีค่าเท่ากับร้อยละ 58.84 และเมื่อนำ S8 มาเปรียบเทียบกับแผ่นกรองคาร์บอนที่เป็นวัสดุดูดซับทางการค้าพบว่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดไอระเหยของสารแต่ละชนิดใกล้เคียงกัน โดยแผ่นกรองคาร์บอนมีประสิทธิภาพในการกำจัดไอระเหยของสารเบนซีน โทลูอีน ไซลีนและเอทธิลเบนซีน ร้อยละประมาณ 72.99±1.78, 80.96±7.90, 46.79±10.86 และ 70.94±1.57 ตามลำดับ และเมื่อนำวัสดุดูดซับทั้ง 7 อัตราส่วนรวมทั้งแผ่นกรองคาร์บอนมาดูดซับไอระเหยของบีเท็กที่เป็นสารผสม พบว่า วัสดุดูดซับทั้งหมดมีแนวโน้มการกำจัดไอระเหยของสารเบนซีนโทลูอีนและไซลีนใกล้เคียงกัน ซึ่งมีประสิทธิภาพการกำจัดไอระเหยมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด ซึ่งมีค่าเท่ากับ ร้อยละ 24.91 และพบว่าวัสดุดูดซับทั้งหมดมีประสิทธิภาพในการกำจัดไอระเหยของสารเอทธิลเบนซีนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

บรรณานุกรม :
ดาราธิป เพ็ชรพรหม . (2555). การดูดซับบีเท็กจากนุ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ดาราธิป เพ็ชรพรหม . 2555. "การดูดซับบีเท็กจากนุ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ดาราธิป เพ็ชรพรหม . "การดูดซับบีเท็กจากนุ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print.
ดาราธิป เพ็ชรพรหม . การดูดซับบีเท็กจากนุ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยเรยอน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.